เกี่ยวกับเรา
เกี่ยวกับเรา › นักบุญซาเลเซียน › อัลเบิร์ต มาณ์เวลลี
อัลเบิร์ต มาณ์เวลลี
5 ตุลาคม : ระลึกถึง บุญราศีอัลเบิร์ต มาณ์เวลลี
ท่านได้ร่วมกลุ่มศูนย์เยาวชนสำหรับกิจกรรมคาทอลิก ไม่นานนักท่านได้กลับเป็นประธานของกลุ่มประจำวัด ท่านได้เสนอตัวรับใช้พระศาสนจักรในเมืองรีมีนี ในฐานะเป็นรองประธานขององค์กรกิจกรรมคาทอลิกระดับสังฆมณฑล ในฐานะเป็นนักเรียนวิศวกรรม ท่านมีส่วนร่วมงานด้วยความกระตือรือร้น และยังคงซื่อสัตย์ต่อการร่วมพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณประจำวัน
ท่านสำเร็จการศึกษาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 และได้เริ่มทำงานในบริษัทเฟียตที่กรุงตุริน จึงทำให้ท่านมีโอกาสรู้จักและเป็นสมาชิกของสภาเยาวชน ท่านเป็นคน ใจกว้าง ขยันเรียน เป็นนักกีฬา เป็นนักต่อสู้ในทางการเมือง แสวงหาความจริงและความรักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านได้ทำหน้าที่ทหารในเมืองตรีเอสเต และได้ประสบความสำเร็จในการนำเพื่อนๆ หลายคนไปร่วมพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้กลับเป็นผู้แพร่ธรรมท่ามกลางบุคคลพลัดถิ่น และเป็นแหล่งแท้จริงของพระญาณเอื้ออาทรสำหรับคนยากจน หลังจากฝ่ายพันธมิตรมาถึงเมืองรีมีนี ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาระดับอำเภอ ในกระทรวงที่รับผิดชอบสำหรับการสร้างอาคารใหม่ และเป็นวิศวกรรับผิดชอบดูแลการก่อสร้างและการซ่อมแซมต่างๆ ท่านกล่าวว่า “คนยากจนอยู่ที่บันไดหน้าประตูบ้าน คนอื่นสามารถรอได้”
ท่านได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะเป็นผู้สมัครของพรรคคริสเตียนเดโมแคร็ตส์ ทุกคนรู้จักท่านในฐานะเป็นคริสตชนที่อุทิศตนเอง แต่ไม่เคยแบ่งพรรคแบ่งพวก จนกระ ทั่งสมาชิกพรรคฝ่ายตรงข้ามกับท่านซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่สนถ้าพรรคของข้าพเจ้าพ่ายแพ้ ถ้าหากวิศวกรมาร์เวลลีได้เป็นนายกเทศมนตรี”
พระสังฆราชได้แต่งตั้งท่านเป็นประธานของเยาวชนที่จบการศึกษาแล้ว ความศรัทธาต่อศีลมหาสนิทและแม่พระเป็นเสาหลักค้ำจุนอย่างแท้จริงในชีวิตของท่าน ท่านได้เขียนในสมุดบันทึกประจำวันของท่านว่า “การรำพึงไตร่ตรองถึงพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทเปิดโลกใหม่ให้แก่ข้าพเจ้า แต่ละครั้งที่ข้าพเจ้ารับศีลมหาสนิท แต่ละครั้งที่พระเยซูเจ้าในความเป็นพระเจ้าและมนุษย์ของพระองค์เสด็จมาประทับในตัวข้าพเจ้า ติดต่อสัมพันธ์กับวิญญาณของข้าพเจ้า ปลุกเร้าความคิดดีเลิศ เปลวไฟที่ลุกไหม้เผาผลาญให้เกิดขึ้นในข้าพเจ้า แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขมาก”
เมื่อท่านอายุได้ 21 ปี บิดาของท่านเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ท่านบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของท่านว่า “เวลากำลังผ่านไป ที่จริงแล้ว เวลากำลังบินไป เราต้องไม่ล้าหลังในชีวิตจิตของเรา ... เราต้องเจริญชีวิตประจำวันของเราด้วยความมุ่งมั่นและตั้งเป้าให้สูงอยู่เสมอ ข้าพเจ้าต้องมีความเจริญก้าวหน้า ทีละขั้น ทีละตอน ทุกวัน ทุกนาที ข้าพเจ้าจะต้องบรรลุถึงจุดหมายให้ได้ จุดหมายนั้นก็คือองค์พระเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ”
ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1946 ท่านถูกรถบรรทุกของทหารชนเสียชีวิต ขณะกำลังขี่จักรยานไปประชุมเตรียมการเลือกตั้ง ท่านเป็นคริสตชนที่ดีและเป็นพลเมืองที่ซื่อสัตย์ดังที่คุณพ่อบอสโกต้องการ ท่านได้อุทิศตนเพื่อพระศาสนจักรและสังคมด้วยหัวใจแบบซาเลเซียน ท่านเคยให้รองเท้าแก่คนยากจน ท่านขี่จักรยานไปรอบเมืองรีมีนีเพื่อมอบอาหารและความบรรเทาใจแก่บุคคลพลัดถิ่น คติพจน์ของท่านขณะเป็นเยาวชนก็คือ “เจริญชีวิตที่ก้าวหน้าหรือไม่ก็ตายเสียดีกว่า”
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงประกาศแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศี เมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2004 ณ เมืองลอเรโต ประเทศอิตาลี พระองค์ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า “อัลเบิร์ตได้แสดงให้เห็นว่า ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ คริสตชนฆราวาสเรียนรู้ในการอุทิศตนเพื่อสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน ในแวดวงการศึกษา การเมือง โดยการนำพระวรสารเข้าไปในศูนย์กลางของสังคม” การประกาศแต่งตั้งท่านให้เป็นบุญราศีเป็นการเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในครอบครัว ในหน้าที่การงานของตนและในทางการเมือง คุณพ่อปัสกวัล ชาเวส อัคราธิการคณะซาเลเซียนกล่าวว่า “การอบรมศึกษาซาเลเซียนสามารถทำให้คนเป็นนักบุญได้”





