แหล่งข้อมูล
แหล่งข้อมูล › Lectio Divina › กรกฏาคม 2010
กรกฏาคม 2010
Lectio divina กรกฏาคม 2010
ตามแบบฉบับของพระเจ้า
L E C T I O (พระวาจาของพระเจ้าตรัสอะไร)
ความรักศัตรู
27แต่เรากล่าวกับท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรู จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน 28จงอวยพรผู้ที่สาปแช่งท่าน จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่ทำร้ายท่าน 29ผู้ใดตบแก้มท่านข้างหนึ่ง จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาตบด้วย ผู้ใดเอาเสื้อคลุมของท่านไป จงปล่อยให้เขาเอาเสื้อยาวไปด้วย 30จงให้แก่ทุกคนที่ขอท่าน และอย่าทวงของของท่านคืนจากผู้ที่ได้แย่งไป 31ท่านอยากให้เขาทำต่อท่านอย่างไร ก็จงทำต่อเขาอย่างนั้นเถิด 32ถ้าท่านรักเฉพาะผู้ที่รักท่าน ท่านจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าได้อย่างไร คนบาปก็ยังรักผู้ที่รักเขาด้วย 33ถ้าท่านทำดีเฉพาะต่อผู้ที่ทำดีต่อท่าน ท่านจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าได้อย่างไร คนบาปก็ยังทำเช่นนั้นด้วยถ้าท่านให้ยืมเงินโดยหวังจะได้คืน ท่านจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้อย่างไรคนบาปก็ให้คนบาปด้วยกันยืมโดยหวังจะได้เงินคืนจำนวนเท่ากัน 35แต่ท่านจงรักศัตรู จงทำดีต่อเขา จงให้ยืมโดยไม่หวังอะไรกลับคืน แล้วบำเหน็จรางวัลของท่านจะใหญ่ยิ่ง ท่านจะเป็นบุตรของพระผู้สูงสุด เพราะพระองค์ทรงพระกรุณาต่อคนอกตัญญูและต่อคนชั่วร้าย
36จงเป็นผู้เมตตากรุณาดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด 37อย่าตัดสินเขาแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงตัดสินท่าน อย่ากล่าวโทษเขา แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน จงให้อภัยเขาแล้วพระเจ้าจะทรงให้อภัยท่าน 38จงให้ แล้วพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นจนล้น เพราะว่าท่านใช้ทะนานใดตวงให้เขา พระเจ้าก็จะทรงใช้ทะนานนั้นตวงตอบแทนให้ท่านด้วย”(ลก 6:27-38)
*พระวาจาของพระเจ้าทรงเจิมบุตรของพระเจ้าทุกคน
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเล่าเรื่องกษัตริย์ซาอูลในขณะตามล่าเพื่อฆ่าดาวิด เมื่อเสด็จมาถึงถิ่นทุรกันดารศิฟ ทรงตั้งค่ายอยู่ที่ภูเขาฮาคีลาห์ ตกกลางคืน พระองค์ทรงบรรทมหลับ ดาวิดพร้อมกับทหารคนสนิทแอบเข้าไป “เอาหอกกับเหยือกน้ำที่อยู่ใกล้พระเศียรของกษัตริย์ซาอูลออกไป”โดยมิได้ทำอันตรายกษัตริย์แต่อย่างใด (เทียบ 1 ซมอ 26:2-23) เพราะดาวิดถือว่าซาอูลเป็น “ผู้รับเจิมของพระยาเวห์”(ข้อ 9) ดังนั้นท่านจึงไม่ประสงค์ทำร้ายพระองค์
ศีลล้างบาปทำให้ผู้รับเป็น “ผู้รับเจิมของพระยาเวห์”เช่นกัน พันธกิจที่มาพร้อมกับการเจิม“รักอย่างเดียว” (เทียบ ลก 6:27-38) บุญราศี ซาลส์ เดอ ฟูโกล เป็นผู้ลอกเลียนแบบชีวิตของพระเยซูเจ้าในประเทศปาเลสไตน์ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในท่าทาง คำพูด และการกระทำ ท่านให้ความรักแก่ผู้ใกล้ชิด และมนุษยชาติทั้งมวล ท่านครองชีวิตอยู่ในประเทศนั้นหลายปี ท่านมีผลงานเพียงช่วยคนกลับใจสองคน คนหนึ่งเป็นชาวอัฟริกัน อีกคนเป็นคนชรา แต่คุณพ่อชาลส์รักทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนาและภาษา ท่านรักเพื่อรัก เพราะพระเจ้าคือองค์ความรัก พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน พระองค์ทรงรักทุกคน มิใช่เพราะเขาเป็นคนน่ารัก แต่พระเจ้าทรงเป็นองค์ความรักที่ไม่มีใครเสมอเท่า (เทียบ Madeleine Delbre)
* พระบิดาเจ้าทรงเป็นมาตรฐานของการกระทำ
พระบัญญัติ“จงรักศัตรู” (ข้อ 27)ทำให้ขอบข่ายของความรักขยายวงกว้างจน“ไร้พรมแดน” นักบุญเปาโลกล่าวว่า พระบิดาเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลก เพื่อเป็นความรอดพ้นของมนุษย์แม้ขณะยังเป็นศัตรูกับพระองค์ “ถ้าเรากลับคืนดีกับพระเจ้าเดชะการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรขณะที่เรายังเป็นศัตรูอยู่ ..... เมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดพ้นเดชะพระชนมชีพของพระองค์ด้วย” (รม 5;10)สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นปอลที่สองทรงเผยให้ทราบว่า “ความรักของพระเจ้า” กับ “ความเมตตากรุณา” เป็นเรื่องเดียวกัน พระเจ้ารักได้เสมอแม้ต่อหน้าความชั่ว พระเยซูเจ้าทรงสั่งให้รักศัตรูตามแบบอย่างของพระบิดาเจ้าสวรรค์ (เทียบ ลก 6:27-38) นอกจากเป็นเรื่องยากสำหรับเรามนุษย์แล้ว เรายังอาจพูดได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่เคล็ดลับอยู่ในข้อ 27 คือ “แต่เรากล่าวกับท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่” (ข้อ 27) พระวาจาตอนนี้บอกเราว่า เป็นพระวาจาที่ปั้นแต่งเราให้ละม้ายคล้ายพระเยซูเจ้า ผู้ทรงมีมาตรฐาน “ดังพระบิดาของพวกท่าน” (ข้อ 36)
พระเจ้า“ทรงพระกรุณาต่อคนอกตัญญู และต่อคนชั่วร้าย” (ข้อ 35) พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญทุกคนให้ “เป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์[ของท่าน]ทรงความดีอย่างสมบูรณ์” (มธ 5;48)
- มนุษย์ได้รับการอบรมใหม่
มนุษย์ต้องเกิดใหม่ (เทียบ ยน 3:3) ความใจกว้างของมนุษย์มีขีดจำกัด บาปทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เขารักเฉพาะคนที่รักเขา และให้เพื่อหวังตอบแทน การรักคนที่เกลียดชังและดูถูกตนเองเป็นการกระทำของ “ผู้รับเจิม” เป็นท่าทีที่เห็นเด่นชัดในชีวิตประจำวัน เขาทำให้พระเจ้าองค์ความรักปรากฏทั่วแผ่นดินพร้อมทั้งเชื้อเชิญบุคคลให้ครองชีวิตเทียบเท่ากับอาดัมคนที่สอง ซึ่งมอบตนให้กับผู้อื่นอย่างไม่มีขีดจำกัด มนุษย์ถูกสร้างตาม “ภาพลักษณ์ของพระเจ้า” บรรดาคริสตชนยุคแรกเข้าใจเรื่องนี้ดีและดำรงชีวิตตามความเชื่อของตน ทำให้ผู้พบเห็นต่างชมเชยวิถีชีวิตดังกล่าว
โลกใหม่มิใช่เรื่องเพ้อฝัน นักบุญออกัสตินกล่าวไว้ในคำอธิบายพระวรสารโดยนักบุญยอห์นว่า “ความรักนี้ทำให้มนุษย์กลับเป็นคนใหม่ เป็นทายาทของบัญญัติใหม่ นักร้องบทเพลงใหม่ ความรักทำให้บุคคลยุคพันธสัญญาเดิม เช่น บรรดาอัยกา บรรดาประกาศก รวมทั้งประชาชนที่กระจายอยู่ทั่วโลกกลับเป็นผู้ชอบธรรม ความรักทำให้พวกเขากลับเป็นประชากรใหม่” (น. ออกัสติน)
แต่ละคนต้องเป็นผู้ริเริ่ม พระสังฆราช Klaus Hemmerleกล่าวว่า “ฉันต้องเป็นคนแรกที่เริ่มต้นเจริญชีวิตอย่างชนิดที่ว่าผู้อื่นสามารถมองเห็นพระคริสตเจ้าในตัวฉัน และรู้สึกประทับใจ ฉันต้องเข้าหาผู้อื่นและทำให้เขาเห็นว่า ฉันมิได้รู้จักเขาตามประสาเนื้อหนัง ไม่แสวงหาประโยชน์ของตนเอง ไม่แสวงหาความช่วยเหลือหรือเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับตัวฉัน ฉันไม่ปล่อยให้ความเห็นอกเห็นใจหรือความไม่ชอบเป็นตัวกำหนดการกระทำของฉัน แต่ฉันต้อนรับผู้อื่นเหมือนต้อนรับองค์พระเจ้าเอง ผู้อื่นต้องเห็นว่าฉันมีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซูเจ้า”
M E D I T A T I O (พระวาจาตรัสกับฉันวันนี้)
- วันหนึ่ง ฮ่องเต้ สาบานอย่างสง่าว่า “ข้าจะปราบศัตรูให้หมดไปจากแผ่นดินของข้า” ต่อมาไม่นาน
นั้น ข้าราชบริพารผู้หนึ่งแลเห็นพระองค์ทรงพระดำเนินอยู่ในสวน พร้อมกับศัตรูตัวฉกาจ พลางสนทนา หยอกเย้ากันอย่างมีความสุข ข้าราชบริพารคนนั้นจึงถามฮ่องเต้ว่า “ท่านประกาศว่าจะขจัดศัตรูให้หมดไปจากแผ่นดินของพระองค์มิใช่หรือ? เหตุใดท่านจึงสนทนากับศัตรูตัวเอ้ของท่านอยู่อีกเล่า?” ฮ่องเต้ตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าจะกำจัดศัตรูให้สิ้นจากแผ่นดินของข้า โดยทำให้เขาเป็นเพื่อนข้าให้หมด”
พระวรสารโดยนักบุญลูกา 6:27-45 เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในตัวฉัน ต้องรีบทำให้เกิดความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน เฮเลนทำงานเป็นอาสาสมัครในสถานพยาบาลคนโรคเรื้อนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเด็กเล็กๆ อยู่หลายคนวันหนึ่ง เธอเข้าไปในห้องที่คนชราคนหนึ่งกำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ เขาไม่มีแขน ไม่มีขาแล้ว ทั้งคู่ต่างมองหน้ากันอย่างงงงันสักครู่ โดยมิได้กล่าวอะไร เฮเลนนำทอฟฟี้ติดตัวมาด้วย เพื่อนำมาแจกให้บรรดาเด็ก ครั้งแรกที่พบ เธออยากจะวิ่งออกจากห้อง แต่เธอก็ฝืนความรู้สึกของเธอไว้ หยิบทอฟฟี้ออกมาจากกระเป๋า แกะกระดาษที่ห่อออก แล้วบรรจงวางทอฟฟี้ลงในปากของชายโรคเรื้อนคนนั้น เธอใช้มือทั้งสองลูบคลำที่แก้ม ในห้องมีชายผู้หนึ่งแลเห็นการกระทำของเฮเลน เขาซบหน้ากับฝ่ามือของตนแล้วร้องไห้ เฮเลนได้สัมผัสสวรรค์ด้วยมือของเธอ ชายผู้นั้นได้เห็นแสงสะท้อนแห่งพระเมตตาของพระเจ้าเจ้า
ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างในตอนนี้ สมมุติว่าคุณทำงานอยู่กลางแดดทั้งวัน รู้สึกหิวน้ำ เดินกลับบ้าน อยากดื่มน้ำให้สดชื่น เมื่อเปิดฝาตุ่มจะตักน้ำดื่ม แลเห็นมดตัวหนึ่งลอยอยู่ในน้ำ เกิดบันดาลโทสะใส่มดพูดกับมันว่า “ใครให้แกมาอยู่ในตุ่มน้ำของข้า?” ว่าแล้วก็หยิบมดตัวนั้นมาขยี้ทิ้งเสีย การกระทำเช่นนี้มิใช่การปล่อยวาง สมมุติว่าก่อนที่ท่านจะฆ่ามด ท่านพูดว่า “วันนี้ร้อนมาก ที่นี่เป็นที่ที่เย็นที่สุด แกก็มิได้ทำให้น้ำของข้าขุ่น” แล้วใช้ขันตักน้ำขึ้นดื่ม โดยไม่ทำอะไรกับมดตัวนั้น การกระทำเช่นนี้คือการปล่อยวาง
แต่ถ้าจะทำดีกว่านั้น เมื่อท่านเปิดฝาตุ่มแล้วพบมดตัวหนึ่ง ท่านไม่คิดว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่หยิบน้ำตาลก้อนหนึ่งส่งให้มดกิน การกระทำเช่นนี้คือความรัก
จะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากในครอบครัว ในหมู่คณะ ในชุมชนวัด มีการกระทำเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับทำให้การประทับอยู่ขององค์พระตรีเอกภาพเพิ่มเป็นสองเท่า จงรักทุกคน รักก่อน ฉันต้องวางแผนทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมและค้นพบความยินดีอันเกิดจากการให้
อะไรคือก้าวแรกของฉัน? โดยไม่ลืมถามตนเองว่า ใครทำกับฉันอย่างนี้บ้าง? เมื่อไร?
O R A T I O (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)
ขอโทษ มนุษย์เก่าต่อต้านแบบอย่าง เขาเป็นคนประเภทเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ นิยมการวิพากย์วิจารณ์ ระแวงสงสัย พระเจ้าข้า โปรดเปลี่ยนลูกให้เป็นคนใหม่เถิด
ขอบคุณ พระบิดาเจ้าทรงประทานครอบครัวใหญ่ให้เรา ในพระองค์ ทุกคนเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของฉัน พระองค์ทรงทำให้ฉันเป็นกระจกเงา สะท้อนพระเมตตาของพระองค์ ขอขอบพระคุณ พระเจ้าข้า
ขอพรพระจิตเจ้า “พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่งและจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน” (ยน 14:26)
C O N T E M P L A T I O (พระวาจาของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์)
“ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ ข้าพเจ้าทราบดีว่า พระองค์ทรงเป็นจุดหมายปลายทางชีวิตของข้าพเจ้า ขอให้คำพูดทุกคำ ความรู้สึกทุกชนิด สำแดงพระองค์ให้ปรากฏ พันธกิจรับใช้พระวาจา ซึ่งเป็นพระพรของพระองค์ ไม่ต้องรับการตอบแทนใดมากไปกว่าการรับใช้พระองค์ โดยการทำให้พระองค์เป็นที่รู้จัก และแสดงให้โลกเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นบิดาของพระบุตรแต่องค์เดียวของพระองค์ ไม่ว่าโลกจะยอมรับหรือปฏิเสธพระองค์ก็ตาม” (S.Ilario di Poitiers)
ความเมตตากรุณาเป็นชื่อที่สองของพระเจ้า
C O M M U N I C A T I O (พระวาจาของพระเจ้าทำให้เกิดประชากรของพระเจ้า)
“งานธรรมทูตของข้าพเจ้าคือการทำความดี ข้าพเจ้าต้องการเป็นคนดีพอที่จะทำให้คนอื่นพูดได้ว่า ถ้าคนใช้เป็นคนดีถึงขนาดนี้ เจ้านายของเขาจะดีขนาดไหนเล่า?” (บุญราศี ชาลส์ เดอ ฟูโกลด์)
นักบุญเบเนดิกละจากกรุงโรม นครที่เต็มด้วยอบายมุข เพื่อปลีกวิเวกบนภูเขา Montecassino ขณะนอนรอความตายอยู่บนเตียง ท่านก็ยังทำ Lectio Divinaตอนหนึ่ง ท่านมองออกไปทางหน้าตาที่หันไปทางกรุงโรม บรรดาฤาษีต่างพูดถึงนครนี้ในด้านลบ แต่ท่านนักบุญมองเห็นรังสีของพระเจ้าปกคลุมเหนือนครนั้น (เทียบ Enzo Bianchi) พระวาจาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ ทำให้คนคิดอย่างพระเจ้า และมองสิ่งต่างๆ ด้วยสายพระเนตรของพระองค์





