Thai SDB

พิมพ์ อีเมล

ประวัติแม่มาร์เกรีตา

 

สุภาพ ศักดิ์สิทธิ์ และมีความสุข

   แม่มาร์เกรีตา โอกีเอนา เกิดเมื่อปีคริสตศักราช 1788 ในครอบครัวสามีภรรยาที่ศรัทธาเคร่งครัดในศาสนา และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ มากมายจากพื้นแผ่นดินที่ปลูกองุ่นรสดีจากตำบลอัสดีดินแดนแถบภาคเหนือของประเทศอิตาลี แต่ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขที่เธอได้ลิ้มรสในวัยเด็กก็อยู่ได้ไม่นาน    เพราะบรรดาผู้อพยพที่ลี้ภัยมาจากการปฏิวัติในประเทศฝรั่งเศสและการรุกรานขยายอาณาจักรของกษัตริย์นโปเลียน  ทำให้พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนเป็นอันมาก เกิดเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงขึ้นจนทำให้ความมั่งคั่งกลายเป็นความยากจนแร้นแค้นขัดสนในที่สุด

   สภาพการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันที่เรียกร้องความเข้มแข็งอดทนในวัยเยาว์ของหนูน้อยมาร์เกรีตาได้สอนบทเรียนอันสำคัญแก่เธอ  ในการยอมรับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ อันหนักอึ้งในฟาร์มตนเอง อาทิ การทำงานบ้าน กวาดปัดเช็ดถูประจำวันและแน่นอน

 

   งานนอกบ้าน อย่างเช่น การเลี้ยงสัตว์ การไถนา การหว่านเพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ การเก็บเกี่ยว การสีข้าวเปลือก รวมถึงการดูแล ริดกิ่งตกแต่งเถาองุ่น และเก็บผล นี่ยังไม่รวมงานขับเกวียมเทียมวัวรอบฟาร์ม เพื่อรวบรวมผลิตผลนำไปส่งที่ตลาด เป็นประจำอีกด้วย เรียกได้ว่าเธอมีงานแทบไม่ขาดมือ แถมยังแทบจะไม่มีเวลาพักหายใจเลยทีเดียว ผู้หญิงที่ไหนจะทำได้ ถ้าไม่มีคุณลักษณะเหล่านี้คือ สุขภาพดี สติปัญญา เฉลียฉลาด สภาพกายและใจที่เข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ความบากบั่นมานะ การมองโลกในแง่ดี การคิดในเชิงบวก ทั้งนี้เธอทำทุกอย่างด้วยทัศนคติที่ดีและด้วยความร่าเริงสดใแม้ว่าสาวน้อยมาร์เกรีตาคนสวยจะถูกหมายปองจากชายหนุ่มมากหน้าหลายตา บางคนร่ำรวมขั้นมหาเศรษฐี อยากได้เธอมาเป็นคู่ครองของพวกเขา แต่มาร์เกรีตาก็ไม่ได้ให้ความสนใจใครเลย เพราะเธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะครองโสดไปตลอดชีวิต แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อเธอมาพบกับพ่อหม้ายลูกติด ที่น่าสงสาร ซึ่งต้องเลี้ยงดูอันโตนีโอลูกชายตัวน้อง และมารดาที่ชราภาพ ด้วยความเห็นใจและสงสารเขา เธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับชายผู้นี้ และไม่นานนักเธอก็ได้ลูกชาย 2 คน และหนึ่งในสองของลูกชายเธอนั้น ซึ่งเป็นน้องคนเล็กจะกลับกลายเป็น นักบุญยอห์น บอสโกในอนาคต

   แม่มาร์เกรีตาสาละวนกับการเปลี่ยนแปลงบ้านที่อึมครึม รกรุงรัง และหดหู่ มาเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความสว่างสุกใส สะอาดเรียบร้อย และเปี่ยมไปด้วยความสุข สมาชิกทุกคนสวดภาวนาพร้อมกัน ต่อหน้ารูปกางเขน และหิ้งพระเล็กๆ ในบ้าน ท่านมีหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกๆ ให้มีความเชื่อความศรัทธา และการปฏิบัติตามพระศาสนจักรคาทอลิก แต่น่าเสียดายที่สามีมาด่วนจากไปขณะที่ยอห์นมีอายุเพียงแค่ 2 ขวบเท่านั้น เมื่อไม่มีพ่ออยู่สักคนแล้ว ครอบครัวน้อยๆ ก็ต้องฟันฝ่าความยากลำบากกันตามลำพัง บางครั้ง ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คับขัน หลายครั้งต้องเจอกับเหตุการณ์ลำบากที่ไม่รู้จะเอาอะไรมากิน แต่ว่าท่ามกลางความยากจนข้นแค้น และนิสัยที่แข็งกระด้างของลูกเลี้ยง ที่ไม่ชอบแม่เลี้ยงและน้องเลี้ยงทั้งสองคนได้ทำให้ช่องว่างนั้นห่างขึ้นเรื่อยๆ แม่มาร์เกรีตายังสู้อุตส่าห์รักษาครอบครัวให้ดำเนินไปได้ด้วยดี และคงอยู่ในความศรัทธาได้ เพื่อทำให้ครอบครัวมีชีวิตรอด เธอได้กระเหม็ดกระเหม่และประหยัด เพื่อให้ลูกมีอาหารกิน เพื่อทำให้ครอบครัวมีความศรัทธา เธอได้ใช้บทเรียนของความหิวโหยสอนพวกเขาว่า พระบิดาทรงเฝ้าดูแลพวกเขา เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องยอมรับน้ำพระทัยของพระองค์ในทุกสิ่งให้ได้ เธออบรมสั่งสอน พวกลูกๆ ให้มีใจกว้างในการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านฝ่ายกายและฝ่ายจิตแก่ทุกคนที่มาขอเธอถือว่า นี่เป็นหน้าที่ของพวกเขา เธอไม่ได้สอนด้วยคำพูดอย่างเดียว แต่สอนด้วยแบบอย่างที่ดีเมื่อเธอช่วยเหลือ คนยากจนและคนเจ็บคนป่วย เพื่อเห็นแก่ความรักต่อพระเจ้า บางทีเธอก็ยังใช้ตัวอย่างการที่อันโตนีโอ ทำร้ายยอห์นผู้เป็นน้องชาย เพื่อสอนนักบุญในอนาคต ให้รู้จักสงบปากสงบคำและบังคับอารมณ์ที่พลุ่งขึ้นทุกครั้งให้รู้จักเย็นลง

   แม้ว่าจะรู้สึกอิดหนาระอาใจ ที่ต้องเจอกับนิสัยและความเกลียดชังของอันโตนีโอลูกชายต่างมารดา แม่มาร์เกรีตาผู้มีบุคลิกภาพที่ชอบหัวเราะเฮฮา ชอบเล่นเกม และเล่าเรื่องโจ๊กอยู่เสมอ ก็ไม่ละความพยายามที่จะทำให้บ้านของพวกเขา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข เมื่อยอห์นแสดงความสามารถในการสร้างบรรยากาศด้วยการเล่นมายากล หรือกายกรรม เช่น การตีลังกา ซึ่งได้เรียนรู้มาจากนักมายากลและนักกายกรรมที่ร่อนเร่ แสดงตามสถานที่ต่างๆ นั้น แม่มาร์เกรีตาก็เป็นผู้สนับสนุนให้ยอห์นได้ฝึกฝนให้ชำนาญมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสร้างความสนุกสนาน ให้กับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงมากกว่าจุดประสงค์อื่นๆ

 

ทำทุกสิ่งแม้ต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อลูกจะได้เป็นสงฆ์

      ?เด็ดเดี่ยวดังหินผา แม่มาร์เกรีตาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ? นี่เป็นคำพูดของนักเขียนชีวประวัติของแม่มาร์เกรีตา ซึ่งยืนยันว่า เมื่อยังเยาว์วัย ยอห์นได้ปรึกษาเธอถึงเรื่องความปรารถนาจะเป็นพระสงฆ์ เมื่อได้เห็นแววความฉลาดและท่าทีที่ศรัทธายึดมั่น เธอก็แน่ใจได้ว่า ยอห์นต้องเป็นพระสงฆ์อย่างแน่นอนในวันข้างหน้า      

ขั้นแรก แม่มาร์เกรีตาตัดสินใจว่า จะต้องให้หนูยอห์นรับศีลมหาสนิทครั้งแรกก่อนวัยอันควร ในสมัยนั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับการศึกษาที่สูงนัก แต่เธอก็ได้จัดเตรียมกายและใจจนพร้อมทุกด้าน เหมือนกับการเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกให้พร้อมสรรพ เพื่อปลูกพืชลงสู่ดิน แม้ว่าท่านจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ความสามารถในการตระเตรียมลูกชายของตนได้แสดงให้ทุก

 

คนประจักษ์แก่สายตาว่าเธอมีความเฉลียวฉลาดสักปานใด ทุกคนแปลกใจว่าเธอทำได้อย่างไร แต่ด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ เธอจะตั้งใจฟังบทเทศน์ในวันอาทิตย์จากพระสงฆ์ที่ประกอบพิธีมิสซา และจดจำมาสอนให้ลูกๆ ของเธออีกต่อหนึ่ง นอกนั้น เธอยังได้จดจำบทประจำมิสซาวันอาทิตย์ และข้อความบางตอนจากพระคัมภีร์พระธรรมใหม่ เพื่อนำมาถ่ายทอดให้ลูกๆ ฟังอีกด้วย

   ขั้นที่สอง แม่มาร์เกรีตาวางแฟนให้ยอห์นได้รับการศึกษาสูงๆ ซึ่งในสมัยนั้น การเรียนการสอนในระดับสูงๆ และการเป็นพระสงฆ์จะถูกสงวนไว้สำหรับผู้ที่อยู่ในตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงได้ทุ่มเท เสียสละอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาหลายปี เพื่อหาหนทางให้ยอห์นได้เรียนและเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ให้ได้ แม้ว่าจะต้องแลกกับหยาดเหงื่อทุกเม็ด ขอเพียงทำให้ยอห์นได้เข้าบ้านเณร เธอก็สุดแสนจะดีใจแล้ว แม้ว่าบางครั้งจะต้องหาวิธีเรียนพิเศษกับพระสงฆ์บางองค์ หรือไปเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ก็ต้องยอม

  เป็นแม่ของเด็กๆ นับไม่ถ้วน

   ยอห์นลังเลว่า จะเลือกเป็นพระสงฆ์พื้นเมืองหรือพระสงฆ์นักบวชดี แต่แล้วก็ตัดสินใจสมัครเข้าบวชในคณะฟรังซิสกัน ทว่าท่านยังเป็นห่วงในความเป็นอยู่ของผู้เป็นแม่บ้างเหมือนกัน แต่แม่มาร์เกรีตาก็ทำให้ยอห์นชัดเจนในการตัดสินใจ เมื่อท่านตอบว่า ?ยอห์น ลูกรัก แม่ไม่ได้หวังอะไรจากลูกแม้แต่น้อย ไม่ได้หวังอะไรจริงๆ จงจดจำคำของแม่ไว้ให้ดีๆ แม่เกิดมายากจน แม่มีชีวิตมาถึงวันนี้อย่างคนจน แม่ต้องการตายอย่างคนจน... อย่าลืมสิ่งที่แม่จะบอกกับลูกในเวลานี้ ถ้าลูกได้ตัดสินใจเป็นพระสงฆ์ในวันนี้ แล้วสักวันเกิดมียศฐาบรรดาศักดิ์ หรือร่ำรวยขึ้นมาล่ะก็ อย่าหวังว่าแม่จะไปเหยียบอาศรมของลูก แม่จะไม่มีวันไปเยี่ยมลูกอย่างแน่นอน อย่าลืมนะลูก จงจำคำเตือนของแม่ไว้ดีๆ แม่ขอภาวนาให้ลูกได้กระทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องที่สุด ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าสำหรับลูกในเวลานี้?

   กระแสเรียกของอนาคตพระสงฆ์ของพระเจ้ากลับไม่ใช่นักบวชคณะฟรังซิสกันหรือพระสงฆ์พื้นเมือง แต่เป็นผู้ตั้งคณะนักบวชที่อุทิศตนทำงานดูแลเอาใจใส่ และให้การศึกษาอบรมแก่เด็กที่ยากจนและถูกทอดทิ้งไร้ที่อยู่อาศัย และแน่นอนที่สุด ชีวิตในบั้นปลายที่เหลืออยู่ของแม่มาร์เกรีตา ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ถูกใช้อย่างเสียสละและมีค่าเพื่อคุณพ่อบอสโกและบรรดาเด็กๆ ที่นับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะผ่านชีวิตมามาก และทำงานมาอย่างโชกโชนแล้วก็ตาม แต่ท่านก็รู้สึกว่า ต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อคุณพ่อบอสโกและบรรดาเด็กๆ ในการจัดเตรียมหุงหาอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า ดูแลเอาใจใส่คนป่วย หาหยูกยามาให้ทานซึ่งท่านทำทุกอย่างด้วยความยินดีและเต็มใจ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการอะไร ท่านจัดหาให้ได้หมด แม้กระทั่งการห่มผ้าให้พวกเด็กๆ ในยามค่ำคืน และกล่อมพวกเขาให้หลับด้วยการสวดภาวนาด้วยกัน เมื่อถึงคราวที่ท่านเกิดอาการหมดความอดทน เพราะเด็กๆ ที่ซุกซนและไร้ความคิด ทำให้ผ้าที่ตากไว้สกปรก ทำลายสวนผักที่ท่านได้อุตส่าห์ปลูกไว้ หรือทำข้าวของเครื่องใช้ในครัวกระจัดกระจายหรือพังอย่างไม่มีชิ้นดี ท่านถึงกับเข่าอ่อนและยอมยกธงขาว แต่สิ่งที่ท่านได้รับเป็นการตอบแทนคือ นิ้วของพ่อบอสโกที่ชี้ไปยังไม้กางเขนที่ติดไว้บนข้างฝา สิ่งนี้ทำให้ท่านเปลี่ยนใจ พร้อมกับหยิบผ้ากันเปื้อนมาคาดสะเอว และเดินกลับไปทำงานต่อในครัวดังเดิม ทั้งนี้ เพื่อลูกชายที่เป็นพระสงฆ์และบรรดาเด็กๆ เหล่านั้น ในบางโอกาส คุณพ่อบอสโกจะกล่าวแก่ท่านว่า ?คุณแม่มาร์เกรีตาครับ ผมมีลูกชายมาให้แม่อีกคนนึงครับ? เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อบอสโกนำเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตรมาให้ คุณพ่อจะกล่าวเชิงขอร้องอีกว่า ?ขอให้แม่ช่วยดูแลเด็กคนนี้แทนผมด้วยนะครับ? อันที่จริง คุณพ่อบอสโกไม่จำเป็นต้องกำชับให้แม่มาร์เกรีตาดูแลเอาใจใส่เด็กๆ ที่ท่านนำมาก็ได้ อย่างที่ผู้เขียนชีวประวัติของแม่มาร์เกรีตาได้เขียนไว้ว่า ?ความรักที่มาจากหัวใจของแม่ผู้ยิ่งใหญ่ หลั่งไหลไปสู่เด็กๆ ทุกคนเลยทีเดียว?

 

ภาวนาอย่างไม่หยุดย่อน

   เมื่อเราพิจารณาชีวิตฝ่ายจิตของแม่มาร์เกรีตา ในช่วงเวลาที่ยุ่งๆ ตลอดทั้งวันเป็นเวลาหลายปี ท่านจะร่วมมิสซาทุกวัน เฝ้าศีลมหาสนิททุกวันและภาวนาอยู่เสมอไม่ได้ขาด แม่มาร์เกรีตามักจะภาวนายามที่ท่านว่างเว้นจากการงาน แต่โดยปกติ เราจะเห็นปากของท่านขมุบขมิบอยู่ตลอดเวลา และมีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เราเห็นท่านคุกเข่าสวดภาวนาให้ลูกชายนักบุญคนโปรดของท่าน ผู้มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากศัตรูของพระศาสนจักรคอยจ้องจะเอาชีวิตอยู่ทุกวัน

   ผู้เขียนชีวประวัติกล่าวว่า ?เราสามารถบรรยายคุณลักษณะที่ยากจนของแม่มาร์เกรีตาได้เป็นอย่างดีทีเดียว? เมื่อถูกถามว่า ต้องการอะไรไหม ท่านจะตอบว่า ?แม่เกิดมาจน แม่ต้องการตายแบบคนจนๆ? ท่านทำแบบนั้นจริงๆ แม้แต่คุณพ่อบอสโกเองยังไม่สามารถทำให้ท่านเปลี่ยนใจ ทิ้งเสื้อผ้าเก่าๆ ที่สีจาง

 

หมดแล้ว แถมยังไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้งานได้ต่อไป เนื่องจากถูกเย็บปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วน หลายครั้งที่ท่านได้รับผ้าพันคอผ้าไหมสวยๆ ท่านจะไม่ใช้เอง แต่จะนำมาตัดเป็นเนคไทสำหรับเด็กๆ เมื่อต้องมาทำงานแพร่ธรรมพร้อมกับพ่อบอสโก ท่านได้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการนำชุดวิวาห์มาตัดเป็นผ้าปูพระแท่น นำผ้าปูเตียงมาดัดแปลงเป็นผ้าเช็ดจอกกาลิกส์ ผ้าศักดิ์สิทธิ์ ผ้าเช็ดมือในพิธีมิสซา นำแหวนแต่งงานและสร้อยคอทอง ที่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษไปขาย เพื่อนำเงินมาซื้อขลิบทองสำหรับตกแต่งชายผ้าปูพระท่าน ทุกอย่างที่ท่านทำไป ก็เพื่อวัดน้อยที่ยากจนของคุณพ่อบอสโกในศูนย์เยาวชนนั่นเอง คำแนะนำสุดท้ายที่แม่มาร์เกรีตาได้ให้คุณพ่อบอสโกก่อนจะสิ้นใจนะหรือ ไม่มีอะไรมาก นอกจากจะบอกว่า ?ขอให้ความยากจนเป็นหลุมฝังศพ และแผ่นดินรองรับร่างของแม่ หลายต่อหลายคนรัก ความยากจนในคนอื่น แต่ไม่ได้เป็นด้วยตนเอง แล้วชีวิตจะมีค่าอะไร?

 

เราจะอยู่ด้วยกันตลอดนิรันดร์

   แม่มาร์เกรีตาไม่เคยพักผ่อนแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน หรือยามเจ็บไข้ได้ป่วย นี่เป็นเพราะท่านเป็นคนเข้มแข็ง และมีระเบียบวินัยต่อตนเองอย่างเคร่งครัด แต่ในฤดูหนาว ปีคริสตศักราช 1856 ท่านเกิดติดเชื้อปอดบวมอย่างรุนแรง จนต้องนอนซมอยู่บนเตียงนอนตลอดทั้งวัน ความรักที่เด็กๆ มีต่อแม่มาร์เกรีตาแทบทำให้สวรรค์ต้องสั่นสะเทือน ด้วยคำภาวนาขอให้ท่านหายจากอาการเจ็บป่วย พวกเด็กๆ ผลัดกันเข้าออก จนเต็มวัดนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ พร้อมกับจุดเทียนภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอให้คืนชีวิตผู้เป็นที่รักของพวกเขากลับมาอีกครั้งหนึ่ง

   คำภาวนาของพวกเด็กๆเพื่อให้ท่านหายป่วยไม่ได้ผล แม่มาร์เกรีตาพร้อมเสมอที่จะกลับไปยังบ้านแท้ของพระบิดาเจ้า ท่านกล่าวกับคุณพ่อบอสโกว่า ?ยอห์น ลูกรัก? ท่านพูดกับลูก 

ชายก่อนสิ้นใจว่า ?มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่รู้ว่าตลอดชีวิตของแม่ แม่รักลูกมากสักเพียงใด แต่แม่ก็หวังว่า แม่จะรักลูกมากยิ่งขึ้นเมื่อ แม่ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ถึงเวลาแล้วที่แม่จะจากลูกไป แม่รู้สึกว่า ใจแม่สงบจริงๆ แม่ได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ลาก่อนนะยอห์น ลูกรักของแม่ จงจำไว้ว่า ชีวิตในโลกนี้ มีแต่ความทุกข์ทรมาน ความสุขที่แท้จริงนั้นเที่ยงแท้ถาวรนิรันดร? คำพูดสุดท้ายของแม่มาร์เกรีตา ซึ่งพ่อบอสโกจำได้อย่างไม่มีวันลืมเลือนเลยคือ ?แม่จะรอลูกอยู่ในสวรรค์นิรันดร ณ ที่นั้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป สวดให้แม่ด้วยนะ ลูกรัก ลาก่อน?

      บรรดาเด็กๆ ในศูนย์เยาวชนจำภาพของแม่มาร์เกรีตา โอกีเอนา บอสโก หรือ ?แม่มาร์เกรีตา" ได้ว่า ?ท่านจะช่วยเหลือเราจากสวรรค์อย่างแน่นอน เพราะท่านเป็นนักบุญแล้ว?

 

ชีวิตฝ่ายจิตของแม่มาร์เกรีตา

มันเป็นความจริงที่ว่า ความตายของแม่มาร์เกรีตา ?ทำให้ความสัมพันธ์ของท่านกับคุณพ่อบอสโกเด่นชัดขึ้น ซึ่งเป็นความผูกพันที่ก่อให้เกิดลักษณะนิสัยแรกๆ ในบุคลิกของคุณพ่อบอสโก? แม่มาร์เกรีตาเป็นที่รักของซาเลเซียน เด็กๆ และเยาวชน เมื่อแม่มาร์เกรีตาสิ้นใจ ทุกคนต่างตระหนักดีว่า ท่านจะต้องเป็นนักบุญแน่นอน แต่กระบวนการเพื่อแต่งตั้งแม่มาร์เกรีตาเป็นบุญราศีและนักบุญนั้น เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 8 กันยายน คริสตศักราช 1994 โดยหลังจากจบกระบวนการต่างๆ ในระดับสังฆมณฑล (1996) ได้มีการส่ง ?เอกสารเกี่ยวกับชื่อเสียง วีรกรรม และฤทธิ์กุศลต่างๆ ของแม่มาร์เกรีตา? ไปให้สมณกระทรวงว่าด้วยการแต่งตั้งนักบุญในวันที่ 25 มกราคม คริสตศักราช 2000 

 

ความศักดิ์สิทธิ์ของแม่มาร์เกรีตา

 

1. สตรีที่เข้มแข็ง

      แม่มาร์เกรีตาไม่เคยก้มหัวให้กับความโน้มเอียงตามธรรมชาติ ท่านมีความสมดุลอย่างน่าทึ่งในการจัดการกับความขัดแย้งในชีวิตครอบครัว ท่าทีของท่านมีความไวสูงต่อแรงบันดาลใจ โดยวินิจฉัยว่า สิ่งใดดีที่สุดสำหรับลูกๆ ท่านเป็นคนอ่อนโยน...แต่หนักแน่น เข้าใจ...แต่ไม่เปลี่ยไปเปลี่ยนมา พากเพียร...แต่เด็ดขาด

      แม่มาร์เกรีตาสามารถให้ความกลมกลืนกับลักษณะที่ขัดแย้งกันในครอบครัวได้ เพราะท่านต้องแสดงทั้งบทบาทของพ่อและแม่สำหรับลูกๆ ซึ่งแม้ว่าแม่มาร์เกรีตาจะเลี่ยงปัญหาด้วยการแต่งงานใหม่ แต่ท่านก็ยังสามารถแสดงความเป็นพ่อและแม่ได้อย่างลงตัว ท่าทีเยี่ยงมารดาต่อลูกๆ ก็เข้มแข็งพอที่จะทดแทนพ่อผู้จากไปได้ ในเวลาเดียวกันความเป็นบิดาที่อ่อนโยน ก็สามารถเสริมสร้างความอบอุ่นเยี่ยงแม่ที่ดีคนหนึ่งได้ ไม่มีการลูบไล้ที่เลื่อนลอย ไม่มีการระเบิดของอารมณ์ขุ่นมัว จะมีก็แต่... ความหนักแน่นและความสุขุมเยือกเย็น

      แม่มาร์เกรีตามีจิตใจร่าเริงและแจ่มใส การควบคุมตอนเองและความอ่อนโย แม้ท่านจะไม่ตีลูกๆ เลย แต่ก็ไม่เคยตามใจลูก แม่มาร์เกรีตามักจะขู่ว่า... จะทำโทษหนัก แต่ก็พร้อมเสมอที่จะยกโทษให้เมื่อมีการยอมรับผิดเกิดขึ้น คุณพ่อบอสโกเล่าว่า ที่มุมของห้องครัวมีไม้เรียวอันหนึ่งวางอยู่ แต่แม่มาร์เกรีตาไม่เคยใช้มันเลย ซ้ำนยังปล่อยให้มันอยู่ที่นั่นตลอดไป แม่มาร์เกรีตาเป็นคนใจดี... แต่ก็เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ท่านสามารถสร้างความกลมกลืนให้กับ 2 สิ่งที่มักจะก่อปัญหาให้กับครอบครัว คือ แม่ของสามีที่เจ็บออดๆ แอดๆ และลูกเลี้ยง (อันโตนีโอ) ที่สร้างแต่ปัญหา แม่มาร์เกรีตาสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่เต็มด้วยความยากลำบาก ให้เป็นบรรยากาศแห่งการอบรมที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

      แม่มาร์เกรีตาสอนลูกๆ ให้ปฏิบัติฤทธิ์กุศลของชาวเปียดมอนต์ (Piedmont) ที่ได้รับการยกย่องกันสมัยนั้น เช่น ความสำนึกในหน้าที่การงาน ความกล้าที่จะเผชิญกับความยากลำบากต่างๆ ในชีวิต ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ อารมณ์ขัน ฯลฯ นอกจากนั้น ลูกๆ ก็ได้เรียนรู้ที่จะเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความยินดี

      โดยปกติ แม่มาร์เกรีตาจะเป็นคนเข้มแข็งและใจเย็น แต่ท่านไม่กลัวที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมากับคนที่ทำตัวเป็นที่สะดุด ตัวอย่างและแบบอย่างของท่านจึงฝังลงในจิตใจของลูกทั้ง 3 คน เป็นบทสอนของแม่ผู้ไม่รู้หนังสือ แต่แฝงไว้ด้วยความปรีชาและมิติแห่งความเชื่อ

2. ผู้อบรมซาเลเซียน

      ด้วยความสามารถในด้านการอบรม ทำให้แม่มาร์เกรีตามองเห็นถึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวลูกๆ ท่านได้ช่วยพวกเขาให้นำศักยภาพนั้นๆ ออกมาพัฒนา และทำให้ทุกคนได้เห็เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวของหนูยอห์น แม่มาร์เกรีตามีความสำนึกที่ชัดเจนถึงความรับผิดชอบในฐานะผู้เป็นมารดา ในการอบรมด้านชีวิตคริสตชนให้แก่ลูกๆ แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ปล่อยให้ลูกๆ มีอิสระในการเลือกกระแสเรียก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง

      ความฝันของยอห์นในวัย 9 ขวบเผยให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับอนาคตของเขา แต่โดยส่วนตัวแล้ว แม่มาร์เกรีตารู้สึกจริงจังกับความฝันนั้นมากกว่ายอห์นเองเสียอีก และท่านก็เป็นคนแรกที่ตีความหมายของความฝันนั้นว่า ?บางทีลูกอาจจะบวชเป็นพระสงฆ์ก็ได้? และเมื่อท่านเห็นว่า บรรยากาศในครอบครัวไม่เหมาะสำหรับยอห์นอีกต่อไป เพราะพฤติกรรมอันไร้เหตุผลของอันโตนีโอ (Antonio) พี่ชายต่างมารดา แม่มาร์เกรีตาจึงให้ยอห์นออกจากบ้านไปเป็นลูกจ้างในฟาร์มของครอบครัวโมลีอา (Moglia) ที่มองกุกโก (Moncucco) การกระทำเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการสลัดตัดใจอย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้เป็นแม่ แต่ท่านก็จำต้องทำเพื่อเลี่ยงความแตกร้าวในครอบครัว และเพื่อให้ยอห์นได้เดินตามความฝันของเขา

      แม่มาร์เกรีตาได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งเหตุผล ศาสนา และความรักใจดีลงในจิตใจของยอห์น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านได้ใช้ในการดำเนินชีวิตและได้ปฏิบัติกับลูกๆ พระญาณเอื้ออาทรได้ประทานพระหรรษทานให้แม่มาร์เกรีตาเป็นผู้อบรมซาเลเซียน ท่านเป็นผู้มีแรงบันดาลใจจากความรักที่เข้าใจ เรียกร้องและแก้ไข ซึ่งกระทำไปในความพากเพียรและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

      แม่มาร์เกรีตาเฝ้าคอยดูแลลูกๆ หมั่นชี้แนะ แต่ไม่เคยคิดที่จะครอบครอง ลูกๆ ต้องนบนอบและขออนุญาต แต่ท่านจะปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระในการละเล่น และได้ทำสิ่งที่เขาชอบ ท่านไม่ยอมให้ลูกๆ เอาแต่อารมณ์ ท่านมักจะตักเตือนลูกๆ ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความรัก บาทหลวงเลมูแอง (Lymoyne) ได้ยืนยันว่า ?เมื่อจะต้องตักเตือนลูกๆ แม่มาร์เกรีตาจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการงอน ความไม่ไว้ใจ หรือความขุ่นเคือง ซึ่งวิธีการของแม่มาร์เกรีตานั้นชัดเจน โน้มน้าวลูกๆ ให้ทำทุกอย่างด้วยความรัก หรือเพื่อเห็แก่พระสิริมงคลของพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้ท่านเป็นแม่ที่น่ารัก? คุณพ่อบอสโกมักจะพูดเสมอว่า ?การอบรมเป็นเรื่องของหัวใจ? เพราะท่านได้รับประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุขขณะอยู่ในบ้านที่เบกกี (Becchi)

 

3. ครูคำสอนที่มีประสิทธิภาพ

      แม่มาร์เกรีตาสามารถทำให้ทุกเหตุการณ์ของชีวิต เป็นดังบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับสอนคำสอน ท่านถือว่าในครอบครัว ผู้เป็นมารดาจะต้องเป็ฯคนแรกที่รับผิดชอบในการสอนความเชื่อให้กับลูกๆ และมารดาจะต้องกระทำหน้าที่นี้ในบรรยากาศของครอบครัว สิ่งแรกที่แม่คนหนึ่งสามารถปลูกฝังในหัวใจของลูกๆ ที่กำลังเติบโตได้ก็คือ ความเชื่อที่หนักแน่น ความสำนึกในการประทับอยู่ของพระเจ้า และความศรัทธาต่อพระแม่มารี ซึ่งเราสามารถพบได้ในชีวิตของแม่มาร์เกรีตานั่นเอง วิธีสอนคำสอนของแม่มาร์เกรีตานั้นน่าทึ่ง แม้ท่านจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ท่านจะท่องบทสวด ข้อความเชื่อต่างๆ จนขึ้นใจ และถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกๆ ซึ่งท่านสามารถสรุปตีความ เพื่อให้ลูกๆ ได้นำไปปฏิบัติในชีวิตอีกด้วย

   แม่มาร์เกรีตาสอนความจริงที่ยิ่งใหญ่ ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย ในรูปแบบสั้นๆ เช่น

 

  • พระเห็นเธอ ซึ่งเป็นความจริงทุกๆ วินาที ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความกลัว แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกๆ ได้รู้ว่า พระเจ้าทรงดูแลพวกเขาเสมอ และเขาจะต้องตอบแทนพระทัยดีของพระองค์ ด้วยการเป็นเด็กดีเสมอเช่นกัน

  • พระเจ้าช่างดีเสียนี่กระไร แม่มาร์เกรีตามักจะพูกคำๆ นี้ เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น และไปกระทบจินตนาการของลูก จนก่อให้เกิดความพิศวงใจ

  • เธอหลอกพระไม่ได้ ท่านมักจะพูดเพื่อให้ลูกๆ เกลียดชังบาปและความชั่ว

  • เรามีเวลาทำความดีน้อยมาก ท่านจะพูดคำนี้ เมื่อต้องการให้ลูกๆ ขยันและใจกว้าง

  • จะแต่งตัวสวยๆ ไปทำไม ถ้าวิญญาณยังสกปรก แม่มาร์เกรีตาพูดคำนี้ เพื่อสอนลูกๆ ให้มองเห็นศักดิ์ศรีของความยากจนและต้องรักษาวิญญาณให้สะอาด

      นอกนัน ก็มีการสอนคำสอนเกี่ยวกับศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเรารู้จากคุณพ่อบอสโกว่า แม่มาร์เกรีตาได้สอนลูกๆ ในเรื่องนี้อย่างไร เมื่อคุณพ่อบอสโกเตรียมรับศีลมหาสนิทครั้งแรก แม่มาร์เกรีตาจะสอนบทภาวนาให้ยอห์นสวดทุกวัน หรือไม่ก็ให้อ่านเรื่องที่เกี่ยวกับศีลมหาสนิท แล้วก็เตรียมยอห์นให้แก้บาปอย่างดี เมื่อถึงวันสำคัญ (วันสมโภชปัสกา ปี 1826) แม่มาร์เกรีตาพยายามให้ยอห์นได้ชิดสนิทกับพระ ท่านกล่าวกับยอห์นว่า ?แม่แน่ใจว่า พระเจ้าได้ครอบครองดวงใจของลูกแล้ว จงสัญญากับพระองค์ว่า ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นคนดีไปตลอดชีวิต?

      สุดท้าย คำสอนแห่งความรัก ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ หรือเป็นช่วงเวลาที่ อดอยาก บ้านของแม่มาร์เกรีตาจะเปิดเสมอสำหรับคนยากจน คนเดินทาง คนที่ผ่านไปผ่านมา ตำรวจในหน้าที่เข้ามาดื่มเหล้าองุ่นสักแก้ว เด็กหญิงที่มีปัญหา ฯลฯ นอกนั้น บ้านของแม่มาร์เกรีตายังเป็นที่พึ่งของเพื่อนบ้านที่โชคร้าย คนป่วยที่ต้องการการดูแล คนกำลังจะสิ้นใจที่ต้องการคนเฝ้าพยาบาล ฯลฯ

 

4. ผู้ร่วมงานคนแรก

      ในการอบรม ?ระบบป้องกัน? ซึ่งคุณพ่อบอสโกได้ใช้ในการอบรมเด็กๆ นั้น เราพบว่า มีวิธีการ การกระทำ การสัมผัสที่นุ่มนวลและการสร้างความมั่นใจ ซึ่งทำให้เห็นว่า อิทธิพลของแม่มาร์เกรีตาไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มาจากภายในด้วยในฐานะของผู้ดลใจ แบบอย่างของผู้ร่วมงาน และผู้ร่วมงานคนแรกของคณะซาเลเซียน

      ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่แม่มาร์เกรีตาอยู่ที่วัลดอกโก ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในการสร้าง ?จิตตารมณ์ครอบครัว? ซึ่งเป็นหัวใจของพระพรพิเศษซาเลเซียน มันเป็นระยะเวลา 10 ปีแห่งการสร้างรากฐาน ซึ่งจะกลับกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวัลดอกโก คุณพ่อบอสโกได้ขอให้แม่มาร์เกรีตามาช่วยงานในศูนย์เยาวชน เพราะความจำเป็นเร่งด่วน แต่ว่าแผนการของพระได้กำหนดให้การอยู่ของแม่มาร์เกรีตา นอกจากจะเป็นการช่วยงานของพ่อบอสโกแล้ว ยังเป็นการร่วมส่วนในพระพรพิเศษที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกด้วย

      แม่มาร์เกรีตาตระหนักดี ในกระแสเรียกใหม่ของตน และท่านก็น้อมรับด้วยความสุภาพ โดยรู้ตัวอยู่เสมอว่า ท่านจะต้องทำอะไร เราเห็นได้จากสิ่งที่ท่านกระทำ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากต่างๆ เช่น เมื่อมีการระบาดของอหิวาตกโรค ท่านได้ใช้ผ้าปูแท่น เพื่อห่อหุ้มร่างกาของคนป่วย ซึ่งเป็นท่าทีของประกาศกที่น่าคิด

      นอกนั้น ?โอวาทราตรีสวัสดิ์? ซึ่งเป็นธรรมเนียมของซาเลเซียน ที่คุณพ่อบอสโกให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนั้น ก็เริ่มมาจากคำให้กำลังใจที่แม่มาร์เกรีตาได้พูดกับบรรดาเด็กๆ ก่อนที่พวกเขาจะเข้านอนในแต่ละคืน และคุณพ่อบอสโกได้นำสิ่งที่แม่มาร์เกรีตาได้เริ่มไว้มาใช้ ไม่ใช่ในการเทศน์สอน แต่เป็นการพูดคุยแบบพ่อกับลูก พี่กับน้องในสนาม ตามระเบียงหรือมุมบันได

      โดยสรุป แม้ว่าคุณพ่อบอสโกจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการอบรมก็ตาม แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่คุณพ่อยังต้องเรียนรู้จากแม่มาร์เกรีตาอยู่เสมอ ซึ่งในเรื่องนี้ บาทหลวงเลมูแอง (Lamoyne) ได้สรุปไว้อย่างลงตัวที่สุดว่า ?แม่มาร์เกรีตาทำให้ ?ความเป็นคน? เกิดขึ้นในศูนย์เยาวชน?


 

 
New Page 2

   ด้วยความรัก ความเมตตาสงสารต่อฝูงชนจำนวนมาก พระเยซูเจ้าได้ทวีขนมปังจากห้าก้อน และจากปลาสองตัวให้มาก เพียงพอกับคนจำนวนมากได้กินอิ่ม เพราะขณะนั้นพวกเขาอยู่ในที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

   เราไม่สามารถทำอัศจรรย์เหมือนอย่างพระเยซูคริสตเจ้าได้ แต่เราเลียนแบบอย่างของพระองค์ได้ โดยตระหนักว่างานทุกอย่างที่เราทำด้วยการสละกำลังสมอง กำลังกาย และเวลา จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ต่อคนสมาชิกในครอบครัว ต่อกลุ่มคริสตชนในเขตุวัด ต่อเพื่อนบ้าน หรือต่อพนักงานในบริษัท

SALESIAN PROVINCE OF THAILAND

ดอนบอสโก #1 ดอนบอสโก #2