| ระลึกถึงวิญญาณไนไฟชำระ |
|
|
|
ระลึกถีงวิญญาณในไฟชำระ การระลึกถึงวิญญาณของผู้ตายในวันนี้กำเนิดมาจากอารามฤาษีคณะเบเนดิกตินที่คลูนี และพระสันตะปาปา เบเนดิกโตที่ 15 ก่อนสงครามโลกครั้งแรก ได้อนุญาตให้พระสงฆ์สามารถถวายบูชามิสซาได้ 3 มิสซาในวันนี้ ในพิธีปลงศพและในบูชามิสซาที่ระลึกถึงผู้ตายนี้ พระศาสนจักร ทรงทำการฉลองธรรมล้ำลึกแห่งปัสกาด้วยความเชื่อ โดยมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาได้กลายเป็นอวัยวะในพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้าผู้ได้สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนชีพ โดยอาศัยศีลล้างบาปเราจะสามารถผ่านไปสู่ชีวิตพร้อมกับพระองค์โดยผ่านทางความตายของวิญญาณ และเมื่อเราตายจำเป็นที่วิญญาณของพวกเราจะต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์เสียก่อนขณะที่ร่างกายกำลังคอยให้พระคริสตเจ้าเสด็จกลับมาและกำลังคอยการกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตายด้วยความหวังที่ทำให้มีความสุข (Ordo Exsequiarum Praenotanda n, 1) ในชีวิตของเรา มนุษย์ไม่เคยรู้สึกพอกับสิ่งที่เราได้รับ เราเจริญชีวิตโดยมุ่งไปสู่อนาคตเสมอ ไปสู่ “วันพรุ่งนี้” ซึ่งเราคอยด้วยความหวังว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้น จะพบกับความสุขมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรามีชีวิตอยู่เพราะว่ามีความหวังที่คอยผลักดัน เรา แต่ในส่วนลึกแห่งชีวิตของเราที่ทำให้เราลืมความทุกข์ยากลำบาก (ไปชั่วขณะ) หรือ ในส่วนลึกแห่งความหวังนั้นมักจะมีความคิดอันหนึ่งซ่อนแอบแฝงอยู่และความคิดอันนี้ก็มิใช่อะไรอื่นคือ การคิดถึงความตายนั่นเอง ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้เราคุ้นเคยกับมันได้ยากมาก ตรงข้ามบ่อย ๆ ครั้งเรากลับพยายามจะขับไล่มันให้ ไปไกลๆจากความคิดของเราเสียอีก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ความตายเป็น เพื่อนเดินทางที่คอยติดสอยห้อยตามเราไปทุกๆฝีก้าวแห่งชีวิตของเราเช่นในการจากกัน ในความป่วยไข้ ในความเจ็บปวดในความทุกข์ยากลำบากและในความผิดหวังซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนเราก่อนว่า “เราจะต้องตาย” ความตายคือธรรมล้ำลึก ความตายยังคงเป็นธรรมล้ำลึกที่ลึกลับสำหรับมนุษย์อยู่นั่นเอง เป็นความลึกลับแม้ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ยังหวั่นเกรง การเป็นคริสตชนช่วยให้เปลี่ยนอะไรบางอย่างหรือไม่ ในเมื่อคิดถึงความตายและในเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมัน? คริสตชนควรจะต้องมีทรรศนคติเช่นไร เวลาที่ต้องเผชิญกับคำถามนี้? เป็นคำถามที่ความตายถามเราอยู่ทุกขณะ พร้อมกับสัญญลักษณ์ของมัน เป็นคำถามที่ถามเราถึงความหมายสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ คือ มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่..? ทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลงพร้อมกับความตายเช่นนั้นหรือ...? คำตอบอันนี้เราสามารถพบได้ในส่วนลึกแห่งความเชื่อของเรา สำหรับคริสตชนแล้ว ความตายมิใช่เป็นผลลัพธ์ ของโศกนาฎกรรมและสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราคริสตชนจะต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างเย็นชาแบบเสียไม่ได้ แต่ความตายของคริสตชนอยู่ในร่องรอยหรือเป็นการเจริญรอยตามความตายของพระคริสตเจ้า เป็นถ้วยที่ขมขื่นอันเป็นเพราะ ผลของบาป ถ้วยกาลิกซ์นี้ที่เราทุกคนจะต้องดื่มจนถึงหยดสุดท้าย เพราะว่าเป็นน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้า พระองค์ที่กำลังอ้าแขนคอยเราอยู่ที่ธรณีประตูสวรรค์ความตายที่เป็นชัยชนะขั้นเด็ดขาด เป็นความตายที่จะไม่ใช่ความตายอีก ต่อไปทว่าเป็นชีวิต เป็นเกียรติมงคลในที่สุดเป็นการกลับคืนชีพ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นมาในรูปแบบใดที่แน่ ๆนั้นเรายังไม่สามารถรู้ได้ในขณะนี้ บางทีเรายังไม่สามารถจะวัด หรือคำนวณถึงความยิ่งใหญ่ไพศาลของพระคุณและพระสัญญาของพระเจ้าก็เป็นได้ เราระลึกถึงการจากไปของบรรดาสัตบุรุษ (ญาติมิตรสหาย ผู้เป็นที่รักของเรา ผู้ที่เรารู้จัก ฯลฯ) ด้วยการมา ร่วมถวายบูชามิสซาซึ่งเป็นการระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าบนไม้กางเขน และระลึกถึงของการเสด็จกลับคืนชีพของพระองค์ด้วย ในบทภาวนาก่อนอนุโมทนาคุณ พระศาสนจักรได้สวดภาวนาด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจและ ให้ความหวังแก่เราว่า “ในพระองค์” ความหวังของการกลับคืนชีพที่เป็นสุขได้ส่องแสงสำหรับเราทุกคน และถ้าหากว่า การที่เราทุกคนจะต้องตายอย่างแน่นอนนั้นทำให้เราต้อง โศกเศร้า พระสัญญาของความไม่รู้ตายในชีวิตหน้าจะช่วย บรรเทาใจเรา “โอ้ข้าแต่พระคริสตเจ้า ชีวิตมิได้ถูกถอดถอนออกไปจากตัวสัตบุรุษของพระองค์ แต่เป็นการเปลี่ยน เป็นชีวิตใหม่และเมื่อที่พำนักอาศัยของถิ่นที่เนรเทศนี้จะได้ถูกทำพังทลายลงไปแล้วที่พำนักอาศัยที่คงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ ในเมืองสวรรค์ก็จะได้รับการจัดเตรียมเอาไว้” เราจะแลเห็นพระคริสตเจ้าหน้าต่อหน้า ความตายของคริสตชนมิใช่เป็นเวลาของการสิ้นสุดชีวิตของเขาบนแผ่นดินนี้ ชีวิตของเขามิได้หยุดอยู่แต่เพียง แค่นี้ ชีวิตบนแผ่นดินนี้เป็นการเตรียมสำหรับชีวิตสวรรค์สำหรับชีวิตหน้า ชีวิตของเราบนแผ่นดินนี้เป็นการฝึกอบรม เป็นการต่อสู้ เป็นการ เลือกว่าเราจะอยู่ฝ่ายใด ฝ่ายสวรรค์หรือ ฝ่ายนรกเวลามนุษย์จะพบตัวเองอยู่ต่อหน้าสิ่งที่เป็น เป้าหมายแห่งความใฝ่ฝันของตน คือ เวลานั้น เราจะพบว่าตัวเราอยู่เฉพาะพระพักตร์พระ คริสตเจ้าและพระองค์จะทรง เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกเอาไว้ตลอดนิรันดร์ พระคริสตเจ้าทรงกางพระกรคอยเราอยู่ตั้งแต่นิรันดรภาพแล้ว ใครก็ตามที่เลือกเป็นศัตรูกับพระคริสตเจ้าจะ ต้องถูกเผาตลอดทั้งชั่วนิรันดรด้วยความรักอันนั้นเองที่เขาได้ปฏิเสธไม่ยอมรับ ส่วนผู้ที่ได้ตัดสินใจอยู่ข้างพระคริสตเจ้า เขาจะพบกับความชื่นชมยินดีที่เต็มเปี่ยมอันไม่มีที่สิ้นสุดในความรักอันนั้นเช่นกัน โปรดประทานการพักผ่อนตลอดนิรันดร์แก่เขาเถิดพระเจ้าข้า เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อผู้ที่ล่วงลับ? พวกเขาเหล่านี้มิได้อยู่ห่างไกลจากเราเลย พวกเขาที่ได้สิ้นใจใน อ้อมแขนของพระเจ้ายังเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร การสวดภาวนาเพื่อผู้ที่ล่วงลับเป็นธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของพระศาสนจักร ที่จริงคนเราแม้ว่าเวลาที่เขาตาย นั้น เขาจะอยู่ ในสถานะของพระหรรษทานก็ตามที ถึงกระนั้นเขาก็ยังแปดเปื้อนไปด้วยความบกพร่องต่างๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ไป สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นเวลาที่เขาตายไปแล้ว การตายนั้นยังหมายถึงการตายจากความชั่วช้าด้วย ศีลล้างบาปที่เราได้รับนั้นก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย และการกลับคืนชีพของพระองค์ ความตายนี้จะเป็นการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ จะเป็นการกลับไปหาองค์พระเจ้า การชำระล้างนี้จะกินเวลานานสักเท่าใด? เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือวิสัยของเรามนุษย์ที่จะบอกได้ ดังนั้นเราจึงไม่อยู่ ในขีดขั้นสามารถกำหนดเจาะจงไปได้ว่านาน เท่าใด? และอยู่ที่ไหน? อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่ามีระยะเวลาหนึ่งและมีสถานที่แห่งหนึ่งที่วิญญาณเหล่านี้จะต้องชำระล้างตนเองให้สะอาดหมดจน ให้บริสุทธิ์เสียก่อนที่จะไปเชยชมพระพักต ร์พระเจ้าตลอดนิรันดร์เราทุกคนสามารถช่วยเหลือเขาได้โดยอาศัยคำภาวนาต้องสวดให้นานแค่ไหน? กี่ปี? กี่เดือน? พวกเราไม่มีใครรู้ แต่ที่สำคัญที่สุดสวดไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด
ที่มา: http://www.catholic.or.th |
|
|
Guests are shown between [].
- บ้านซาเลเซียน
- โรงเรียนในไทย
- วัดซาเลเซียน
- โรงเรียนในกัมพูชา









