Thai SDB

สวรรค์ พิมพ์ อีเมล
New Page 9

สวรรค์

     ผมขอเล่าประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม คือเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนที่ผมประจำอยู่บ้านเณรใหญ่ในฟิลิปปิน มีพระสงฆ์นักเทศน์คนหนึ่งซึ่งมีสุ่มเสียงลีลาการพูดที่เด็ดขาด ท่านเทศน์ให้พวกเณรครั้งหนึ่งว่า “สวรรค์มีอยู่จริง แต่เราไม่สามารถรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสวรรค์ เราไม่รู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว” (We Know absolutely nothing about heaven) แล้วท่านก็เน้นคำนี้ใหญ่ ผมนั่งฟังอยู่ก็นึกแปลกใจ ตอนทานข้าวผมจึงกระเซ้าขึ้นว่า “คุณพ่อ จริงรึเปล่าที่เราไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย เกี่ยวกับสวรรค์?” พระสงฆ์องค์นั้นก็ตอบเสียงดังลั่นห้องอาหาร ยังความตกใจให้แก่พวกเณรทุกคนว่า “แน่นอน เราไม่รู้อะไรเลย! ไปดูจดหมายนักบุญเปาโลก ซิ” แล้วท่านก็อ้าง จ.ม. นักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ สิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นและได้ยิน หรือไม่มีผู้ใดเลยคิดว่าจะเกิดขึ้น กลับเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ให้ผู้ที่รักพระองค์ (1 คร 2:9) * พระสงฆ์คณะซาเลเซียน อาจารย์วิชาพระสัจจธรรม วิทยาลัยแสงธรรม

     ผมก็ตอบไปว่า “แต่คุณพ่ออ่านไม่ครบ น.เปาโล บอกต่อไปอีกว่า แต่พระเจ้าทรงใช้พระจิตของพระองค์ เปิดเผยความลับของพระองค์ให้เราทราบ แล้วพระจิตทรงสำรวจดูทุกสิ่งแม้แต่พระประสงค์ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกในองค์พระเจ้า (1 คร 2:10)” แล้วผมพูดสั้นๆ ว่า “อยากรู้ว่าสวรรค์คืออะไรหรือดูพระเยซูที่กลับคืนชีพ พระองค์มีสภาพเช่นไร” แน่นอน เราไม่สามารถวาดภาพสวรรค์อย่างเหมาะสม และครบบริบูรณ์ แต่เราพอจะมีความคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสวรรค์ได้แน่ ผมเขียนบทความบทนี้ขึ้น เพราะผมหวังว่า จะยังมีประโยชน์แก่ผู้อ่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะผมแน่ใจว่า มนุษย์เราสามารถรู้และเข้าใจอะไรบ้างเกี่ยวกับสวรรค์และนรกโดย อาศัย การเปิดเผยขององค์พระเจ้าเองในพระคัมภีร์

สวรรค์ – สภาพชีวิตใหม่

     เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเข้าสวรรค์ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการเคลื่อนไหวทางสถานที่ แต่เป็นสภาพชีวิตใหม่ สวรรค์เริ่มต้นเมื่อพระคริสตเจ้าทรงฟื้นคืนชีพ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่มนุษย์มีความชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า อย่างครบครันถึงขีดสุดยอด บางครั้งเราพูดถึงสวรรค์ว่าเป็น รางวัลตอบแทน เหมือนเด็กสอบได้ที่ 1 แล้วพ่อแม่ให้รางวัลจะพูดเช่นนั้นก็ถูก แต่นั่นไม่ใช่แก่นแท้ เพราะที่จริงสวรรค์เป็นเป้าหมายของชีวิต ไม่ใช่ผลพลอยได้ ชีวิตมนุษย์มุ่งสู่ความบริบูรณ์ และสวรรค์เป็นการต่อเนื่องของโลก

ก. สมรรถภาพชีวิตมนุษย์ รับมิติแห่งความสมบูรณ์

สวรรค์คือ สภาพที่สมรรถภาพของชีวิตมนุษย์รับมิติแห่งความบริบูรณ์ สมรรถภาพของชีวิตมนุษย์ที่จะสมบูรณ์นี้ หมายถึง ทุกๆ ด้านของชีวิตมนุษย์ กล่าวคือ

  1. ด้านความสัมพันธ์ใน “ตนเอง” เราจะมีเอกภาพในตัวเอง ไม่มีความแบ่งแยกของความปรารถนา ไม่มีกิเลส ตันหา การประจญล่อลวง เราจะเป็นเจ้าของตัวเองอย่างแท้จริง

  2. ด้าน “ความสัมพันธ์กับ สิ่งของ” สิ่งของจะไม่เป็นอุปสรรค หรืออันตรายต่อเรา ใจเราจะไม่ผูกพันกับสิ่งของ แต่เราจะมีภราดรภาพกับสิ่งของ

  3. ด้าน “ความสัมพันธ์กับ คนอื่น” เราจะมีภราดรภาพกับคนอื่นทั้งหมด มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปรารถนาความดีของกันและกัน

  4. ด้าน “ความสัมพันธ์กับ พระเป็นเจ้า” ซึ่งเป็นจุดยอดสูงสุด โดยอาศัยพระหรรษทาน ตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว เราเริ่มมี ความเชื่อ ความไว้วางใจความรักต่อพระเป็นเจ้า ซึ่งจะเจริญถึงขั้นสมบูรณ์ในสวรรค์ จนว่าเรากับพระเป็นเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ

     ดังนั้น ชีวิตสวรรค์ของเรามีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง “heavenly life is deeply human” และชีวิต สวรรค์เป็นการต่อเนื่องของชีวิตในโลกนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน มองอีกแง่หนึ่งสวรรค์เป็นสภาพที่ไม่ต่อเนื่องโดยสิ้นเชิงกับโลกนี้ เวลานี้ ชีวิตแท้ของเราแฝงอยู่ แต่ชีวิตสวรรค์จะปรากฏแจ้ง ดังที่ น.เปาโล ได้กล่าวไว้ว่าภาพที่เราเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเหมือนภาพมัว” ในกระจกพร่า เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจนเหมือนเห็นกันซึ่งๆ หน้า ที่ข้าพเจ้ารู้นั้นเป็นเพียงส่วนเดียว (1 คร 13:12) ผมได้ยินสัตบุรุษ มาบ่นว่า “จริงครับ หรรษทานทำให้ผมเป็นลูกของพระ แต่ดูซิ ทำไมผมยังยากจน ข้าวไม่พอกิน ไม่มีใครเหลียวแล ศักดิ์ศรีลูกของพระอยู่ที่ไหน? ศักดิ์ศรีนี้ไม่มีใครนับถือ” อีกคนว่า “พระหรรษทานทำให้วิญญาณของผมรุ่งเรืองบริสุทธิ์ แต่ผมยังรู้สึกว่าตัวมันชั่ว ถูกประจญตกในบาปเรื่อยๆ ไหนล่ะ ความรุ่งเรืองของวิญญาณ” นี้ก็เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไป ของเราทุกคนในชีวิตนี้ แต่ในสวรรค์เรา จะเห็นสภาพแห่งการเป็นลูกของพระเป็นเจ้าของเรา ดังที่ น. เปาโล กล่าวต่อไปว่า “แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าพเจ้าจะรู้หมด เหมือนที่พระเจ้าทรงรู้จักข้าพเจ้า” หรือดังที่ น.ยอห์น กล่าวในจดหมายว่า “เพื่อนรักเอ๋ย บัดนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว แต่เรายังไม่แน่ใจว่า อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร เรารู้ดังนี้ว่า เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา เราจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะเราจะเห็นพระองค์ดังที่พระองค์ทรงเป็นอยู่” (1 ยน 3:2)

ข. สมบูรณภาพของโลก

     ผมขอยกข้อเปรียบเทียบ ที่จะเป็นตัวอย่างช่วยให้เราเข้าใจดียิ่งขึ้น คือ ดวงตาของเรา ซึ่งก็เป็นสมรรถภาพชนิดหนึ่งที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดมา ทารกมีดวงตาอยู่แล้ว แต่มองไม่เห็นอะไร เพราะยังปิดอยู่ ดวงตานี้จะค่อยๆ เผยอขึ้นทีละเล็กทีละน้อย หลายวันกว่าจะเคยชินกับแสงและแล้วจะค่อยๆ เห็นความแตกต่างระหว่างคนกับของ ระหว่างคนกับคน ค่อยๆ เห็นความลึกระยะทาง แยกสีต่างๆ ได้ ที่สุดก็สามารถมองเห็นสิ่งหนึ่งแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นอะไร ใช้เพื่ออะไร ภายหลังก็สามารถตีความหมายของสัญลักษณ์ที่แสดงถึงค่านิยมซึ่งจับต้องไม่ได้ ดวงตาของศิลปินยังสามารถหยั่งรู้ความหมายของรูปทรง หรือกวีรู้จักมองความหมายของ แม่น้ำ ภูเขา หรือนักจิตวิทยา รู้จักมองนิสัยของคนจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้แสดงวา สมรรถภาพของมนุษย์มีการเจริญขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นความจริงที่ในโลกนี้เรามองไม่เห็น สวรรค์จึงเป็นสมบูรณภาพของโลก แต่เป็นสมบูรณภาพที่พ้นจากขอบเขตจำกัด

ค. พระคริสตเจ้าผู้ทรงคืนชีพ

     องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนชีพ ได้แสดงถึงความจริงนี้ คือเมื่อพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในตัวพระองค์ ทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ไม่สูญสลายไป แต่กลับบริบูรณ์ ร่างกาย วาจา ของพระองค์มิอยู่ต่อไป แต่ไม่จำกัดในสถานที่ และเวลาบัดนี้พระองค์กลับเป็น “ศูนย์กลางแห่งจักรวาลและประวัติศาสตร์” ดังคำเริ่มต้น ของสมณสารสากล “พระผู้ไถ่มนุษย์” (Redemptor hominis) พระสมณสารฉบับแรกของพระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่ 2

ง. สวรรค์ในพระคัมภีร์

     พระคัมภีร์เองก็ได้อธิบายด้วยวิธีพูดที่นำมาจากชีวิตประสามนุษย์ เช่น อาณาจักรของพระเจ้า ชีวิตนิรันดร สันติภาพ ความยินดี บ้านพระบิดา วันที่ไม่มีสนธยา สิริมงคล งานเลี้ยง ภาพนิมิตอันบรมสุข (Beatific vision) แสงสว่างชัยชนะ การคืนดีบริบูรณ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราต้องมองเป็นสัญลักษณ์ที่ขยายประสบการณ์ในโลกนี้ให้พ้นขอบเขตจำกัด ความแปรผัน และข้อบกพร่องของมัน

     นักบุญเปาโลในจดหมายถึงชาวโครินทร์ (1 Cor 15:28) ถึงกับ กล้าใช้คำพูดว่า “เพื่อพระเป็นเจ้าจะได้เป็นทุกอย่างในทุกอย่าง (Latin : omnia in omnibus – Greek : Panta en pasin) ซึ่งการแปลของพระวจนะสำหรับยุคใหม่ ใช้คำว่า “พระเจ้าจะเป็นผู้ครอบครอบเหนือทุกสิ่ง” ซึ่งค่อนข้างจะเสียความหมายไป คำพูดของนักบุญเปาโลนี้ไม่ได้หมายถึงลัทธิสรรพเทวนิยม (Pantheism) ซึ่งทำลายเอกัตภาพของสิ่งต่างๆ จนกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมด ก้อนหิน สัตว์ ตัวเรา ทุกอย่างเป็นพระเจ้า แต่ความเชื่อของเราที่ว่า “พระเจ้าเป็นทุกอย่างในทุกอย่าง” หมายถึงความจริงประการนี้ คือในสวรรค์เราจะเป็นพระเป็นเจ้าผู้ทรงเป็นหลักการ แก่นแท้ และจุดหมายของทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งต่างๆ จะยังคงเป็นสิ่งต่างๆ ต่อไป หินเป็นหิน คนเป็นคนต่อไป แต่เราจะมีญาณพิเศษที่เห็นความหมายลึกซึ้งของทุกสิ่ง คือ พระเจ้า พระองค์เป็นแสงที่ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องครบถ้วน พระองค์จะเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งต่างๆ ทั้งหมด และพระองค์จะเป็นความรักที่ค้ำจุนและดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าใครคนหนึ่งรักเรา เราก็จะรักสิ่งต่างๆ ที่ผู้นั้นรัก ไม่ว่าจะเป็น สี อาหาร ทิวทัศน์ ทะเล ภูเขา เมือง ความรักให้สีสรรใหม่กับสิ่งต่างๆ ให้ความสุขกับธรรมชาติ ทะเลยังคงเป็นทะเล ภูเขายังเป็นภูเขา และ เมืองเป็นเมืองแต่เราจะมองสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในความสัมพันธ์กับคนรักของเราเช่นเดียวกัน ในสวรรค์ความรักของเราคือองค์พระเป็นเจ้า เราจะเห็น ได้ยิน รู้สึก ว่าทุกอย่างแสดงองค์พระเป็นเจ้า ทุกอย่างจมอยู่ในและอาบอิ่มด้วยพระเป็นเจ้า เราสัมผัสกับความจริงว่าเป็นพระเจ้า “ทุกอย่างในทุกอย่าง”

จ. การเชยชมพระเจ้า

     ยิ่งกว่านั้นในชีวิตสวรรค์ มนุษย์จะเป็นสุขในการเชยชมพระเจ้า ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมอย่างสูงสุดในความรู้ของพระเป็นเจ้าเองที่ทรงมีต่อตัวพระองค์ มนุษย์จะเห็น 3 เทวบุคคลทั้งในตัวพระองค์เอง เป็นพระบิดา เป็นพระบุตร เป็นพระจิตอย่างชัดแจ้ง และในความสัมพันธ์ต่อกันและกัน ต่อมนุษย์ และต่อโลก มนุษย์จะเห็นความรักอันสร้างสรรของพระเป็นเจ้าซึ่งมอบองค์แก่มนุษย์และสรรพสิ่ง มนุษย์จะเห็นพระสัพพัญญูญาณเยี่ยงบิดาของพระองค์ ซึ่งนำมนุษย์เข้ามาในการตอบสนองซึ่งกันและกัน (dialoque) ระหว่างพระวจนาตถ์กับพระบิดาในองค์พระจิต และนำมนุษย์เข้ามาสู่การแลกเปลี่ยนภายในของความรู้และความรัก การที่พระบุคคลที่ 2 ในพระตรีเอกภาพ องค์พระวจนาตถ์ สามารถรับเอาสภาพมนุษย์ ก็แสดงว่าเป็นไปได้ที่ ธรรมชาติมนุษย์ จะรับเอาสภาพพระเจ้าเหมือนพระคริสต์ และโดยทางพระคริสต์ พระเป็นเจ้าจะอยู่ในตัวเราอย่างครบถ้วน โดยที่เรายังคงสภาพสิ่งสร้าง และพระองค์ยังคงสภาพผู้สร้างองค์พระเป็นเจ้า จะร่วมสมานกับตัวเราในความรักอย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นที่เรา อาจจะเปรียบตัวเราเหมือนกับพระบุคคลภาพของ เยซู ชาวนาซาแร็ท พระวจนาตถ์ผู้ทรงรับเอากาย นี่คือ ธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตมนุษย์

 

 

ที่มา: http://www.catholic.or.th


 

 
Ulti Clocks content



New Page 1
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 19347
New Page 2

   ด้วยความรัก ความเมตตาสงสารต่อฝูงชนจำนวนมาก พระเยซูเจ้าได้ทวีขนมปังจากห้าก้อน และจากปลาสองตัวให้มาก เพียงพอกับคนจำนวนมากได้กินอิ่ม เพราะขณะนั้นพวกเขาอยู่ในที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

   เราไม่สามารถทำอัศจรรย์เหมือนอย่างพระเยซูคริสตเจ้าได้ แต่เราเลียนแบบอย่างของพระองค์ได้ โดยตระหนักว่างานทุกอย่างที่เราทำด้วยการสละกำลังสมอง กำลังกาย และเวลา จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ต่อคนสมาชิกในครอบครัว ต่อกลุ่มคริสตชนในเขตุวัด ต่อเพื่อนบ้าน หรือต่อพนักงานในบริษัท

SALESIAN PROVINCE OF THAILAND

ดอนบอสโก #1 ดอนบอสโก #2