Thai SDB

นรก พิมพ์ อีเมล
New Page 11

นรก

นรก – สภาพชีวิตที่ไร้จุดหมาย

     ผมได้พูดถึงสวรรค์ในรูปของชีวิตใหม่ ในรูปของสมบูรณภาพของโลก และการเชยชมพระเจ้าตลอดนิรันดร เวลานี้ผมขอเชิญผู้อ่านทุกท่านมาร่วมกันพิจารณาถึงนรกบ้างว่า ชีวิตที่ต้องทนทรมานในนิรันดรภาพนั้น มีลักษณะใด

ก. การไม่ต้องการพระเจ้า

     พระเป็นเจ้าทรงเสนอแผนการณ์แห่งความรักให้เรา ทรงเชื้อเชิญให้เราเป็นคนใหม่ เจริญชีวิตร่วมกับพระองค์ มีส่วนในแผนการณ์แห่งการร่วมชิดสนิทกับพระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงบังคับเรา พระองค์ทรงเชิญและคอยการสนองรับ คำตอบของเราอาจจะเป็น “การยอมรับ” หรือ “การปฏิเสธ” อาจจะตอบความรักด้วยความรัก หรือด้วยความเมินเฉยก็ได้ หรืออาจกล่าวว่า “ผมมีโครงการชีวิตของผมเอง ผมมีความสุขกับของต่างๆ และกับคนอื่นๆ ผมไม่เห็นต้องการพระเจ้า” เราสามารถบอก “ไม่” กับพระเป็นเจ้าได้ และพระองค์ทรงถือคำตอบของมนุษย์อย่างจริงจัง เพราะพระองค์ทรงเคารพเสรีภาพของมนุษย์ ดังที่พระองค์ได้ทรงปล่อยให้พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เหมือนโจรผู้ร้ายทั้งๆ ที่พระองค์ไม่มีความผิด ดีกว่า “ขัด” การตัดสินใจอย่างอิสระของชาวยิว นี่เป็นแง่หนึ่งที่น่าอนาถของศักดิ์ศรีมนุษย์ มนุษย์สามารถขบถต่อพระเป็นเจ้า สามารถปลงใจเลือกวิถีชีวิตที่ปิดอยู่ในตัวเองได้ เวลาที่มนุษย์บอกปัดความรักของพระเป็นเจ้า เขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เขาได้สร้างบางสิ่งขึ้น มันเป็นสิ่งใหม่ ที่พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างเพราะพระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้มันมีขึ้นมา แต่มันก็ได้มีขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ มนุษย์ได้สร้าง “นรก” บังตัวเองอยู่ในความเห็นแก่ตัว เขาตัดตัวออกจากความรักของพระเป็นเจ้า และมนุษย์อื่นๆ เพื่อหใตัวเองเป็นเป้าหมายและมาตรการของแผนการและความหวังทั้งหมดของเขา ดังที่สวรรค์เป็นการรับสภาพชีวิตแห่งพระหรรษทานถึงขึ้นสูงสุด นรกก็เป็นการรับสภาพชีวิตแห่งบาปถึงขึ้นสูงสุดเช่นกัน บาปในรูปแบบทั้งหมดของมันกล่าวคือ ความเห็นแก่ตัว ความเกลียดชัง ความจองหอง ความกระหายอำนาจ ความทารุณ บาปเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เรารักได้ และนรกก็คือ การ “คงสภาพขั้นสุดท้าย” ในสถานะเช่นนี้นั่นเอง มนุษย์แบกนรกไว้ในตนเองเพราะมนุษย์ได้ก่อมันขึ้นมา คุณพ่อ Congar ใช้คำพูดว่า “นรกไม่ใช่สถานที่ ซึ่งมีปีศาจเขายาวอาศัยอยู่ ดังที่เห็นกันในรูปต่างๆ หรือดังที่นักเทศน์เคยบรรยายเพื่อทำให้ผู้ฟังเกิดความกลัว สำหรับเรา เราอาจพูดว่า นรกไม่ใช่กะทะทองแดงมียมบาลคอยเอาหอกแหลมแทงเหมือนในหนัง “พิภพมัจจุราช” นรกเป็นการตัดตัวโดยสิ้นเชิงออกจากพระเป็นเจ้าและมนุษย์อื่นๆ เป็นการบรรลุถึงยอดแห่งการบูชาตนเอง

ข. การทรมานในนรก

     การตอบ “ไม่” กับพระเจ้าเพื่อตั้งตนเองขึ้นมาแทนนั้น ในที่สุดก็กลับกลายเป็น ความเกลียดชังพระเป็นเจ้า จนไม่สามารถตอบรับ “ใช่” กับพระองค์อีกต่อไปได้ นี่แหละเป็นความทุกข์ที่แสนเจ็บปวดที่สุดที่มนุษย์ประสบ พระคัมภีร์อธิบายด้วยวิธีพูดต่างๆ อย่างเช่น หนอนไม่รู้ตาย การร่ำไห้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความมืด คุก ความตายครั้งที่ 2 ความพินาศ ฯลฯ วิธีการพูดแบบนี้เอามาจากประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความเจ็บปวด ความหมดหวัง ความไม่สบอารมณ์ นรกปลดเปลื้องมนุษย์จากสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเขา ธรรมชาติของเขาโหยหาอิสรภาพ แต่กลับต้องมาอยู่ในความมืด มุ่งหาบ้านของพระบิดา แต่กลับต้องมาอยู่ข้างนอก และนี่เป็นสถานการณ์ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นรก หมายถึงการไม่มีอนาคต ไม่มีความสมหวังอันใดอีก เขาเป็นเหมือนผู้ที่ถูกตัดอวัยวะต่างๆ ออก ไม่มี ตา หู จมูก ปาก มือ เท้า เขาจะติดต่อกับใครได้ เขาต้องอยู่โดดเดี่ยว ถูกขังอยู่ในกำแพงแห่งการเห็นแก่ตัว

ค. การสูญเสียพระเจ้า

     แต่ความผิดหวังที่ปวดร้าวที่สุด ก็คือการสูญเสียพระเจ้า ธรรมชาติของเราโหยหาพระเจ้า แต่มนุษย์ที่ขบถต่อพระองค์ ในที่สุดจะพบว่าเขาไม่สามารถพบพระองค์ได้อีก เขาด่าแช่งสภาพอันน่าทุเรศของเขา สะอิดสะเอียนตัวเอง เขาไม่สามารถเอาชนะแรงผลักดันภายในที่คอยแต่ขบถต่อพระเป็นเจ้าร่ำไป บางคนแย้งว่า “ไม่มีใครต้องการจะสร้างความทุกข์ และความอ้างว้างให้กับตัวเองอย่างเต็มใจได้ ฉะนั้น “ไม่มีนรก” ผู้ที่พูดเช่นนี้แสดงว่าไม่ได้เข้าใจมนุษย์อย่างถูกต้อง การที่เขาปฏิเสธนรกนี้ มิได้หมายความว่าเขาปฏิเสธพระเป็นเจ้าหรือพระยุติธรรมของพระองค์ แต่เขาปฏิเสธธรรมชาติมนุษย์ เขาไม่เข้าใจว่า อิสรภาพและการตัดสินใจของมนุษย์มีน้ำหนังเพียงไรต่อหน้าพระเป็นเจ้า อิสรภาพของมนุษย์สำคัญมากกว่า ความสุขหรือการสาปแช่งนิรันดรขึ้นอยู่กับการปลงใจเลือกของเขาบนโลกนี้

ชีวิตเรา – ทางสองแพร่ง

     คริสตชนทุกคนรู้ดีว่าความเป็นอยู่ของมนุษย์อยู่ในทาง 2 แพร่ง ระหว่างความดีกับความชั่ว พระหรรษทานกับบาป ความหวังและการสิ้นหวัง ความสัมพันธ์และความโดดเดี่ยว เขาตระหนักดีว่าชีวิตบนโลกนี้เป็นการเดินทางที่ต้องเจอกับทาง 2 แพร่งนี้ตลอดเวลา ในฐานะที่เป็นคริสตชน เขาได้เลือกฝ่ายความดี พระหรรษทาน ความหวัง และความสัมพันธ์แล้ว พระคริสตเจ้าได้ทรงแสดงให้เราเห็นว่าเราจะต้องเจริญชีวิตในมิตินี้อย่างไร และพระองค์ทรงทำให้เราสามารถอยู่ฝ่ายพระองค์ตั้งแต่บนโลกนี้แล้ว ถ้าเรามั่นคงในมิตรภาพนี้ เราจะพบความสุขตลอดไปกับพระองค์ “อย่าท้อใจ เราชนะโลกแล้ว” พระเยซูเจ้าทรงเตือนเรา

     ผมขอลงท้ายด้วยตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่กรุงตุริน บ้านเกิดของผมเอง มีบ้านน้อยๆ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า “พระญาณสอดส่อง” (Little House o Divine Providence) ก่อตั้งโดย นักบุญ ยอแซฟ กอตโตเลงโก (Joseph Cottolengo) บรรดาพระสงฆ์และซิสเตอร์ของท่าน รับรักษาคนที่ถูกทอดทิ้งทุกประเภทไม่ว่าเด็กไม่สมประกอบ เด็กกำพร้า คนชรา และคนที่มีโรคน่ารังเกียจ ค่าใช้จ่ายสำหรับคนนับหมื่นนี้ได้มาจากการบริจาคของประชาชนเท่านั้น ตอนผมยังเป็นเด็กคุณพ่อเจ้าวัดได้จัดนำเยี่ยมสถานที่นี้ผมสนใจมองดู “คนประหลาด” เหล่านี้มาก พวกเราอาจจะไม่ได้เข้าไปดูทุกห้อง แต่ผมจำได้ว่า ได้ออกมาจากสถานที่นั้นไม่ใช่ด้วยความกลัวหรือความปวดร้าวใจ แต่เปี่ยมไปด้วยความยินดี ทุกคนที่ผมพบมีใบหน้าแจ่มใส ดูเป็นสุข ผมถามซิสเตอร์ว่า “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น” ท่านตอบว่า “เราพยายามถือตามจิตตารมณ์ของนักบุญ กอตโตเลงโก ท่านนักบุญมักจะเดินเยี่ยมตามเตียงของคนป่วย ลูบมือของท่านพลางพูดว่า “โลกน่าเกลียด สวรรค์สวยงาม” ด้วยคำพูดเช่นนี้ คนป่วยจะมีใบหน้า และแววตาที่แจ่มใสขึ้นมาทันที” นักบุญ ยอห์น บอสโก กล่าวว่า “สวรรค์เพียงเล็กน้อย ก็คุ้มทุกสิ่งทุกอย่าง” เราต้องเจริญชีวิตด้วยความหวัง และความยินดีเช่นนี้ในใจ การเจริญชีวิตด้วยความหวัง และความยินดีเช่นนี้ในใจ การเจริญชีวิตในพระคริสตเจ้า หมายถึงสิ่งนี้เอง หากใครถามเราว่า “ความฝันของชีวิตของคุณคืออะไร? อะไรเป็นความปรารถนายิ่งใหญ่ของคุณ?” –“การเห็นพระเป็นเจ้า” “ทำไมคุณทำสิ่งนี้? ทำไมละทิ้งสิ่งเหล่านั้น? ทำไมเจริญชีวิตแบบนี้?” –“เพราะผมกำลังรอคอยพระเยซูเจ้า” ดังที่เราสวดทุกๆ ครั้งในพิธีมิสซาหลังบทข้าแต่พระบิดาว่า : ขณะที่หวังจะได้รับความสุข และรอรับเสด็จพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้าทั้งหลาย” และเราทราบดีว่า พระองค์จะไม่ทรงรีรอเลย.

 

ที่มา: http://www.catholic.or.th

 
Ulti Clocks content



New Page 1
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 19352
New Page 2

   ด้วยความรัก ความเมตตาสงสารต่อฝูงชนจำนวนมาก พระเยซูเจ้าได้ทวีขนมปังจากห้าก้อน และจากปลาสองตัวให้มาก เพียงพอกับคนจำนวนมากได้กินอิ่ม เพราะขณะนั้นพวกเขาอยู่ในที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

   เราไม่สามารถทำอัศจรรย์เหมือนอย่างพระเยซูคริสตเจ้าได้ แต่เราเลียนแบบอย่างของพระองค์ได้ โดยตระหนักว่างานทุกอย่างที่เราทำด้วยการสละกำลังสมอง กำลังกาย และเวลา จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ต่อคนสมาชิกในครอบครัว ต่อกลุ่มคริสตชนในเขตุวัด ต่อเพื่อนบ้าน หรือต่อพนักงานในบริษัท

SALESIAN PROVINCE OF THAILAND

ดอนบอสโก #1 ดอนบอสโก #2