| ไฟชำระมีอยู่จริงไหม? |
|
|
|
ไฟชำระมีอยู่จริงไหม? แม้แต่ระหว่างนิกายต่างๆ ในคริสตศาสนาก็มีการถกเถียงกันในเรื่องของข้อความเชื่อเกี่ยวกับไฟชำระ คริสตชนทั้งนิกายคาทอลิก(ยุโรปตะวันตก) และออโทดอกซ์(ยุโรปตะวันออก) ต่างก็มีความเชื่อเดียวในแก่นแท้ แต่จะเห็นว่ามีการเน้นลักษณะบางอย่างแตกต่างกันส่วนนิกายโปรแตสแตนท์โดยทั่วไปก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากที่คริสตชนจะมาทำความเข้าใจและรู้จักข้อความจริงนี้อย่างละเอียดถูกต้องโดยเข้าใจไฟชำระในฐานะที่ไม่ใช่สถานที่ที่อยู่สวรรค์และนรก แต่เป็นสภาพของผู้ที่ชำระตนเองให้สะอาดหมดจดเพื่อสามารถที่จะอยู่กับพระเป็นเจ้าในความบรมสุข เพื่อเข้าใจถึง ”ไฟชำระ” ให้มากกว่า เราจะพูดถึง “ข้อคำสอนของพระคัมภีร์” ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า ได้ให้ความคิดไว้อย่างไรบ้าง และจะสังเกตถึงวิวัฒนาการของความคิดเกี่ยวกับ ”ไฟชำระ” ในพระศาสนจักรตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียว และท้ายสุดจะเสนอความคิดที่เป็นจริงอันสอดคล้องกับความเชื่อในภาวะสมัยปัจจุบัน คำสอนของพระคัมภีร์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระคัมภีร์ของนิกายคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ถกเถียงกันในเรื่องราวว่า ข้อความเชื่อในเรื่อง ”ไฟชำระ” นี้ สามารถที่จะพิสูจน์จากพระคัมภีร์ได้หรือไม่ แน่นอนถ้าเราค้นหาข้อความที่สอนข้อความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาเราอาจไม่พบแน่ๆ นอกจากว่าจะนำมาอธิบายแบบประยุกต์ใช้อาทิเช่น ตามพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว พระวาจาของพระเยซูเจ้าบอกว่า “หากมีใครกล่าวคำผิดต่อบุตรแห่งมนุษย์ เขาจะได้รับการอภัย แต่ถ้าเขาสบประมาทพระจิตเจ้าเขาจะไม่ได้รับการอภัยบาปทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”(มธ.13:32) สังเกตสำนวน “ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” หมายความเพียงแต่ว่า ไม่ได้รับการอภัยเลย เพราะถ้าเรามาเปรียบเทียบประโยคเดียวกันถึงคำสอนของพระเยซูเจ้าตามคำเล่าของนักบุญลูกา “ผู้ใดกล่าวร้ายถึงบุตรแห่งมนุษย์ ก็อาจรับการยกโทษได้ แต่ผู้ที่กล่าวผรุสวาทต่อพระจิตจะไม่ได้รับการยกโทษเลย”(ลก.12-10) จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ความผิดที่ได้ทำจะไม่ได้รับการอภัยเลย เราจึงยอมรับว่า ไม่มีคำสอนโดยตรงจริงๆ ในเรื่องไฟชำระที่เกิดมีขึ้นในโลกหน้า ทำไมคริสตชนจึงเชื่อในความจริงข้อนี้ เพราะว่าในพระคัมภีร์มีข้อเสนอแนะที่เป็นเหมือนกับจุดเริ่มหรือพื้นฐานของข้อความเชื่อนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ความคิดคือ
สรุป 2 ความคิดนี้แสดงให้เห็นว่า อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีที่ผู้ตายยังบริสุทธิ์ไม่หมดจดปราศจากบาปหรือการใช้โทษบาปยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดความคิดที่ว่ายังมีโอกาสที่จะชำระตนให้บริสุทธิ์ได้หลังจากความตาย และความคิดนี้ก็มีพื้นฐานในพระคัมภีร์จริงๆ เช่นชาวยิวในสมัย 200 ปีก่อนคริสตศักราชได้เคยภาวนาสำหรับผู้ตายอยู่ก่อนแล้วดูจาก 2 มัคคาบี 12:39-46
“วันรุ่งขึ้น
ยูดาสกับพรรคพวกไปเก็บซากศพของพวกที่ถูกฆ่าตายเอาไปฝังไว้กับญาติพี่น้องในอุโมงค์ฝังศพของบรรพบุรุษ
เพราะเป็นงานจะต้องทำโดยด่วนแต่ภายใต้เสื้อทหารของคนตายทุกคน
เขาพบเครื่องรางเป็นเทวรูปยัมเนียซึ่งบทบัญญัติห้ามชาวยิวสวมไว้จึงเห็นได้อย่างชัดว่าเหตุนี้เองทหารเหล่านี้จึงต้องถูกฆ่าตาย
ดังนั้นทุกคนจึงสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงตัดสินอย่างยุติธรรม
และทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ให้ปรากฏพวกยิวอ้อนวอนพระเจ้าว่าขอทรงลบบาปให้หมดสิ้นไป
ยูดาสเตือนพวกทหารให้รักษาตัวให้พ้นบาปเพราะพวกเขาเห็นกับตาว่า
เกิดอะไรขึ้นกับผู้หลงทำ ผิดบาป แล้วท่านก็เรี่ยไรเงินจากบรรดาทหารทั้งหมด
ได้เหรียญเงินจำนวนสองพัน ดรักมาส
ท่านส่งเงินจำนวนนี้ไปกรุงเยรูซาแลมเพื่อจัดให้มีการถวายบูชาชดเชยบาป
นับว่าเป็นการกระทำที่ประเสริฐยิ่งนัก ด้วยเหตุที่ว่าท่านนึกถึงการกลับคืนชีพ
ของคนตายเพราะถ้าท่านไม่หวังให้คนตายฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว ท่านก็คงไม่
สวดอธิษฐานให้คนตาย
แต่ถ้าทำไปเพราะคิดว่าผู้ที่ตายในศีลในพรจะได้รับบำเหน็จที่ดีประเสริฐก็จะเป็นความคิดที่ดี
ท่านให้ถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปของคนตาย เพื่อเขาจะได้พ้นจากบาป”
ถึงแม้ว่าข้อความนี้ไม่ได้อ้างถึงไฟชำระโดยตรง
แต่ก็กล่าวถึงชาวยิวที่ตายไปและรอคอยการกลับคืนชีพ นอกนั้นยังสอนอย่างชัดเจนอีกว่า
ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปแทนบรรดาผู้ตายหรือผู้ที่สิ้นใจในสภาพของบาป
นอกนั้นยังมีหลักฐานในตำนานของคัมภีราจารย์ชาวยวคนหนึ่งผู้เจริญชีวิตร่วมสมัยกับพระเยซูเจ้า
ท่านได้บันทึกไว้มนภายหลังว่า “ในวันพิพากษา มนุษย์จะถูกแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
บางคนจะได้รับชีวิตนิรันดรอีกบางคนซึ่งเป็นคนบาปโดยสิ้นเชิงก็จะได้รับความอับอายชั่วนิรันดร
ส่วนผู้ที่อยู่ตรงกลางคือไม่เป็นคนดีทั้งหมดหรือชั่วทั้งหมด
จะต้องลงใต้บาดาลเพื่อรับการลงโทษและชำระ เมื่อบริสุทธิ์ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร”
ที่มา: http://www.catholic.or.th |
|
|
Guests are shown between [].
- โรงเรียนในไทย
- โรงเรียนในกัมพูชา
- วัดซาเลเซียน
- บ้านซาเลเซียน









