Thai SDB

ไฟชำระมีอยู่จริงไหม? พิมพ์ อีเมล
New Page 12

ไฟชำระมีอยู่จริงไหม?

     แม้แต่ระหว่างนิกายต่างๆ ในคริสตศาสนาก็มีการถกเถียงกันในเรื่องของข้อความเชื่อเกี่ยวกับไฟชำระ คริสตชนทั้งนิกายคาทอลิก(ยุโรปตะวันตก) และออโทดอกซ์(ยุโรปตะวันออก) ต่างก็มีความเชื่อเดียวในแก่นแท้ แต่จะเห็นว่ามีการเน้นลักษณะบางอย่างแตกต่างกันส่วนนิกายโปรแตสแตนท์โดยทั่วไปก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากที่คริสตชนจะมาทำความเข้าใจและรู้จักข้อความจริงนี้อย่างละเอียดถูกต้องโดยเข้าใจไฟชำระในฐานะที่ไม่ใช่สถานที่ที่อยู่สวรรค์และนรก แต่เป็นสภาพของผู้ที่ชำระตนเองให้สะอาดหมดจดเพื่อสามารถที่จะอยู่กับพระเป็นเจ้าในความบรมสุข

     เพื่อเข้าใจถึง ”ไฟชำระ” ให้มากกว่า เราจะพูดถึง “ข้อคำสอนของพระคัมภีร์” ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า ได้ให้ความคิดไว้อย่างไรบ้าง และจะสังเกตถึงวิวัฒนาการของความคิดเกี่ยวกับ ”ไฟชำระ” ในพระศาสนจักรตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียว และท้ายสุดจะเสนอความคิดที่เป็นจริงอันสอดคล้องกับความเชื่อในภาวะสมัยปัจจุบัน

คำสอนของพระคัมภีร์

     ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระคัมภีร์ของนิกายคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ถกเถียงกันในเรื่องราวว่า ข้อความเชื่อในเรื่อง ”ไฟชำระ” นี้ สามารถที่จะพิสูจน์จากพระคัมภีร์ได้หรือไม่ แน่นอนถ้าเราค้นหาข้อความที่สอนข้อความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาเราอาจไม่พบแน่ๆ นอกจากว่าจะนำมาอธิบายแบบประยุกต์ใช้อาทิเช่น ตามพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว พระวาจาของพระเยซูเจ้าบอกว่า “หากมีใครกล่าวคำผิดต่อบุตรแห่งมนุษย์ เขาจะได้รับการอภัย แต่ถ้าเขาสบประมาทพระจิตเจ้าเขาจะไม่ได้รับการอภัยบาปทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”(มธ.13:32) สังเกตสำนวน “ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” หมายความเพียงแต่ว่า ไม่ได้รับการอภัยเลย เพราะถ้าเรามาเปรียบเทียบประโยคเดียวกันถึงคำสอนของพระเยซูเจ้าตามคำเล่าของนักบุญลูกา “ผู้ใดกล่าวร้ายถึงบุตรแห่งมนุษย์ ก็อาจรับการยกโทษได้ แต่ผู้ที่กล่าวผรุสวาทต่อพระจิตจะไม่ได้รับการยกโทษเลย”(ลก.12-10) จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ความผิดที่ได้ทำจะไม่ได้รับการอภัยเลย เราจึงยอมรับว่า ไม่มีคำสอนโดยตรงจริงๆ ในเรื่องไฟชำระที่เกิดมีขึ้นในโลกหน้า

ทำไมคริสตชนจึงเชื่อในความจริงข้อนี้ เพราะว่าในพระคัมภีร์มีข้อเสนอแนะที่เป็นเหมือนกับจุดเริ่มหรือพื้นฐานของข้อความเชื่อนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ความคิดคือ

ก. ความมั่นใจที่ว่า เพียงแต่ผู้บริสุทธิ์หมดจดปราศจากบาปเท่านั้นที่จะสามารถเห็นพระเป็นเจ้าได้ ดังที่สังเกตจากพิธีกรรมทางศาสนาของยิวนั้นสลับซับซ้อนและเอียดมาก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่เหมาะสมปรากฏตัวต่อหน้าพระเจ้าโดยที่บันทึกไว้ในหนังสืออพยพ 20 : 18 – 19 “คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน ได้เห็นฟ้าร้องฟ้าแลบ เสียงแตรและควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า “ท่านจงนำความสว่างมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย” เราจะเห็นได้ว่า เป็นความเกรงกลัวที่จะเห็นพระเจ้า และในพระธรรมใหม่ก็สนับสนุนรับรองความคิดนี้ คือต้องมีความบริสุทธิ์เพื่อเข้าถึงชีวิตนิรันดร เช่น “ผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มธ.5:8) “ดังนั้นท่านจงเป็นคนดีบริบูรณ์ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่านทรงความดีบริบูรณ์เถิด” (มธ.5:48) และ ”สิ่งใดที่เป็นมลทินจะเข้าไปในนครไม่ได้เลย”(วว.21:27)

ข. อีกความคิดหนึ่งซึ่งยังคงเป็นพื้นฐานของคำสอนเกี่ยวกับไฟชำระก็คือ “มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความประพฤติของตน” คือแม้แต่เมื่อยอมคืนดีกับพระเป็นเจ้าแล้วยังต้องยอมรับผลของการกระทำอันยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบของตนเอง ลักษณะเช่นนี้เน้นถึงการชดใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เช่น กันดารวิถี 12:14 ที่เล่าถึงบาปของมีเรียมพี่สาวผู้กล่าวขัดขวางโมเสสตามพระบัญชาของพระเจ้า พระเจ้าทรงลงโทษด้วยโรคเรื้อนแต่โมเสสได้ทูลขอพระเมตตา พระเจ้าทรงให้อภัยทว่ามีเรียมยังต้องใช้โทษบ้างโดยเป็นโรคเรื้อนอยู่เป็นเวลา 7 วัน และเรื่องที่เล่าในกันดารวิถี 20: 12 การที่โมเสสและอารอนไม่ได้ไว้วางใจในพระเจ้าต่อหน้าผู้อื่นอย่างเต็มเปี่ยม แต่ไม่ได้บันทึกว่าทำผิดอะไรชัดเจนอธิบายได้ว่า แม้แต่ได้รับการอภัยแต่ก็ต้องถูกลงโทษมิให้เข้าแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือเรื่องดาวิด ที่มีบันทึกไว้ใน 2 ซามูแอล บทที่ 11-12 เมื่อดาวิดทำบาปกับนางบัทเชบาภรรยาของอูรีอาห์ ประกาศกนาธานมาเตือน ดาวิดยอมรับผิดและได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้า แต่ทว่าก็ต้องได้รับผลของการกระทำของตนเองคือลูกที่เกิดมาจะต้องตาย ในส่วนนี้ทั้งๆ ที่ได้รับการอภัย แต่ก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตนได้กระทำไว้

     สรุป 2 ความคิดนี้แสดงให้เห็นว่า อาจเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีที่ผู้ตายยังบริสุทธิ์ไม่หมดจดปราศจากบาปหรือการใช้โทษบาปยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดความคิดที่ว่ายังมีโอกาสที่จะชำระตนให้บริสุทธิ์ได้หลังจากความตาย และความคิดนี้ก็มีพื้นฐานในพระคัมภีร์จริงๆ เช่นชาวยิวในสมัย 200 ปีก่อนคริสตศักราชได้เคยภาวนาสำหรับผู้ตายอยู่ก่อนแล้วดูจาก 2 มัคคาบี 12:39-46

     “วันรุ่งขึ้น ยูดาสกับพรรคพวกไปเก็บซากศพของพวกที่ถูกฆ่าตายเอาไปฝังไว้กับญาติพี่น้องในอุโมงค์ฝังศพของบรรพบุรุษ เพราะเป็นงานจะต้องทำโดยด่วนแต่ภายใต้เสื้อทหารของคนตายทุกคน เขาพบเครื่องรางเป็นเทวรูปยัมเนียซึ่งบทบัญญัติห้ามชาวยิวสวมไว้จึงเห็นได้อย่างชัดว่าเหตุนี้เองทหารเหล่านี้จึงต้องถูกฆ่าตาย ดังนั้นทุกคนจึงสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงตัดสินอย่างยุติธรรม และทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ให้ปรากฏพวกยิวอ้อนวอนพระเจ้าว่าขอทรงลบบาปให้หมดสิ้นไป ยูดาสเตือนพวกทหารให้รักษาตัวให้พ้นบาปเพราะพวกเขาเห็นกับตาว่า เกิดอะไรขึ้นกับผู้หลงทำ ผิดบาป แล้วท่านก็เรี่ยไรเงินจากบรรดาทหารทั้งหมด ได้เหรียญเงินจำนวนสองพัน ดรักมาส ท่านส่งเงินจำนวนนี้ไปกรุงเยรูซาแลมเพื่อจัดให้มีการถวายบูชาชดเชยบาป นับว่าเป็นการกระทำที่ประเสริฐยิ่งนัก ด้วยเหตุที่ว่าท่านนึกถึงการกลับคืนชีพ ของคนตายเพราะถ้าท่านไม่หวังให้คนตายฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว ท่านก็คงไม่ สวดอธิษฐานให้คนตาย แต่ถ้าทำไปเพราะคิดว่าผู้ที่ตายในศีลในพรจะได้รับบำเหน็จที่ดีประเสริฐก็จะเป็นความคิดที่ดี ท่านให้ถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปของคนตาย เพื่อเขาจะได้พ้นจากบาป” ถึงแม้ว่าข้อความนี้ไม่ได้อ้างถึงไฟชำระโดยตรง แต่ก็กล่าวถึงชาวยิวที่ตายไปและรอคอยการกลับคืนชีพ นอกนั้นยังสอนอย่างชัดเจนอีกว่า ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปแทนบรรดาผู้ตายหรือผู้ที่สิ้นใจในสภาพของบาป นอกนั้นยังมีหลักฐานในตำนานของคัมภีราจารย์ชาวยวคนหนึ่งผู้เจริญชีวิตร่วมสมัยกับพระเยซูเจ้า ท่านได้บันทึกไว้มนภายหลังว่า “ในวันพิพากษา มนุษย์จะถูกแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ บางคนจะได้รับชีวิตนิรันดรอีกบางคนซึ่งเป็นคนบาปโดยสิ้นเชิงก็จะได้รับความอับอายชั่วนิรันดร ส่วนผู้ที่อยู่ตรงกลางคือไม่เป็นคนดีทั้งหมดหรือชั่วทั้งหมด จะต้องลงใต้บาดาลเพื่อรับการลงโทษและชำระ เมื่อบริสุทธิ์ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร”

 

ที่มา: http://www.catholic.or.th

 
Ulti Clocks content



New Page 1
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 19362
New Page 2

   ด้วยความรัก ความเมตตาสงสารต่อฝูงชนจำนวนมาก พระเยซูเจ้าได้ทวีขนมปังจากห้าก้อน และจากปลาสองตัวให้มาก เพียงพอกับคนจำนวนมากได้กินอิ่ม เพราะขณะนั้นพวกเขาอยู่ในที่เปลี่ยวและเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

   เราไม่สามารถทำอัศจรรย์เหมือนอย่างพระเยซูคริสตเจ้าได้ แต่เราเลียนแบบอย่างของพระองค์ได้ โดยตระหนักว่างานทุกอย่างที่เราทำด้วยการสละกำลังสมอง กำลังกาย และเวลา จะต้องเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ต่อคนสมาชิกในครอบครัว ต่อกลุ่มคริสตชนในเขตุวัด ต่อเพื่อนบ้าน หรือต่อพนักงานในบริษัท

SALESIAN PROVINCE OF THAILAND

ดอนบอสโก #1 ดอนบอสโก #2